โค้ดที่เราไม่ได้เขียน เขียนขึ้นมาทำไมนะ

วันก่อนครับ เพื่อนร่วมงานผมบอกว่า PR ผมอ่านยากชิบหาย แม่งจริง เพราะว่าฟีเจอร์ที่ผมเปิด PR ไปนั้น ถ้าเป็นสมัยก่อนผมน่าจะใช้เวลาทั้งอาทิตย์แต่รอบนี้คือผมใช้เวลาแค่บ่ายวันเดียวกับ Agent ก็เสร็จ ผมยัดทุกอย่างลง PR ด้วยความภาคภูมิใจกับความสามารถในการคุม Agent ของผมทั้ง Spec ทั้ง Implementation เป็นร้อยๆ บรรทัด พอส่งให้รีวิว เพื่อนร่วมงานผมบอกว่า มันลำบากมากในการทำความเข้าใจโค้ด หรือไล่โค้ดอย่างเป็นระบบ เพราะว่ามันจะมี Spec หรือคำอธิบายที่ Agent เติมแต่งขึ้นมานอกจากโค้ดมาทำให้ไขว้เขว มาขัด Flow ในการทำความเข้าใจอยู่เรื่อยๆ สิ่งที่พังจริงๆ หลังจากผ่านมาซักพักใหญ่ ผมว่าผมเริ่มเข้าใจละว่ามันเกิดอะไรขึ้น และผมสามารถพูดได้เต็มปากว่า ต้นทุนในการผลิตโค้ดมันลดลงจนแทบไม่เหลือ แต่ต้นทุนในการทำความเข้าใจมันไม่ได้ถูกลงเลย ทุกๆ Practice ที่เราถูกสอนกันมา ถูกสร้างมาสำหรับโลกที่ “การเขียนโปรแกรม” คือส่วนที่แพงที่สุด ถูกสร้างจากสมมติฐานว่าโค้ดเกิดขึ้นได้เพราะผ่านการคิดมาแล้ว ในอดีตการคิดนั้นถูกส่งต่อผ่าน Code Review ที่ซึ่งคนในทีมจะได้ถ่ายทอดการเรียนรู้ให้กัน แต่พอปริมาณโค้ดที่ผลิตมีมากขึ้นเกินกว่าที่คนๆ หนึ่งจะรับไหว สิ่งนั้นแหละที่ทำให้เกิดช่องว่างทางการเรียนรู้ และมันขยายใหญ่ขึ้นมากเรื่อยๆ สิ่งที่ผมลองทำ พอผมรู้ตัวว่า PR ผมมันปนกันระหว่าง Spec กับ Implementation การทดลองแรกผมเลยลองแยก Spec ออกมาเป็น PR หนึ่ง ตามด้วย Implementation ออกมาเป็นอีก PR หนึ่งที่ Stack อยู่บน PR แรกอีกที ถ้าเพื่อนร่วมงานผมไม่สนว่า ผมสั่ง Agent ผ่าน Spec ยังไงบ้าง เค้าก็แค่ Skip PR แรกไปดูโค้ดเองได้เลย ...

August 12, 2026 · 2 min

มือสมัครเล่นเมธอด

จุดเริ่มต้นของบล็อกนี้มันมาจากรูปข้างบนครับ มันเป็นประโยคที่แฟนผมถามวันนั้นแล้วทำให้ผมคิดอะไรได้บางอย่าง คือต้องบอกว่าผมเป็นคนที่มีงานอดิเรกผ่านมา แล้วผ่านไปในชีวิตเยอะมาก ลองไล่ๆ ดูเอาเฉพาะไม่กี่ปีมานี้ตั้งแต่ Skateboard, Flight Sim, Racing Sim, Keyboard, PC Building, เรื่อยมาจนถึง Car Detailing คือมันเยอะมาก แล้วพอมามองย้อนดูดีๆ ผมสังเกตุเห็นรูปแบบของการเรียนรู้ของตัวเองชัดมาก เดี๋ยวผมจะค่อยๆ เล่าให้ฟัง Passion มันบังคับกันไม่ได้ จั่วหัวอย่างแรกเลยวิธีนี้ใช้กับเรื่องที่เป็นความอยากจาก External Factor ไม่ได้ หรืออย่างน้อยก็สำหรับผมนะ ความอยากจาก External Factor ยกตัวอย่างเช่น จะไปสอบ Something หรือเป็นสิ่งที่คนอื่นที่ไม่ใช่ตัวเราเองสั่งมาเช่น “พี่อยากได้ … ไปดูมาให้หน่อย” อะไรแบบนี้เป็นต้น สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตุเห็นได้ชัดจากประสบการณ์ตัวเองคือ ของที่เราจะเรียนรู้ได้ยาวนานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย มันต้องเป็นของที่ผุดขึ้นมาจากความอยากรู้ อยากทำด้วยตัวเองจริงๆ ยกตัวอย่างเช่น “ผมอยากให้รถของผมมันดูเงาเหมือนใหม่อยู่ตลอดเวลา” หรือ “ผมอยากจะทำ Kickflip ให้ได้ซักครั้ง” ความอยากที่ชัดเจนจากภายในตัวเองแบบนี้มันจะโผล่มาแว็บๆ ตลอดเวลาครับ สิ่งที่มันต่างจาก “ความอยาก” อื่นๆ คือมันกลับมาในใจมากกว่าหนึ่งครั้ง บางทีมันเกิดจากความอยากทำแต่จังหวะ มันไม่ได้ แล้วพอเหมือนจังหวะมันจะมาอีกแล้วมันกลับมาอีกรอบ แสดงว่า “ความอยาก” นั้นมันมีความแข็งแรงพอที่จะไปต่อละ รู้ว่าเราชอบเรียนแบบไหน ผมเป็นคนเกลียดการอ่านหนังสือสอบครับ ผมนับครั้งในชีวิตได้เลยว่าผมอ่านหนังสือก่อนสอบแบบจริงๆ จังๆ กี่ครั้ง หลายครั้งในชีวิตผมจะลงเองด้วยการเล่นเกมในคืนก่อนสอบ แล้วไปอ่านเอาหน้าห้องเอา แต่ผมค้นพบมานานแล้วว่าผมชอบโมเม้นตอนกำลังเรียนอยู่มากสุด แล้วผมจำไม่ได้แล้วว่าผมได้ยินประโยคนี้มาจากใคร แต่มันยึดติดเป็นหลักชีวิตผมมานานมากว่า “ถ้าตลอดทั้งเทอมไม่ตั้งใจเรียน แล้วมาตั้งใจอ่านหนังสือแค่วันก่อนสอบ มันจะมีประโยชน์อะไร” (disclaimer: ผมก็ไม่ได้ตั้งใจเรียนตลอดหรอก แต่ผมสนุกตอนเรียนเยอะอยู่) ...

March 4, 2023 · 2 min