<?xml version="1.0" encoding="utf-8" standalone="yes"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><title>Keyboard Journey on yothinix</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/tags/keyboard-journey/</link><description>Recent content in Keyboard Journey on yothinix</description><generator>Hugo</generator><language>en-us</language><lastBuildDate>Fri, 12 Aug 2022 07:53:02 +0700</lastBuildDate><atom:link href="https://yothinix-com.pages.dev/tags/keyboard-journey/index.xml" rel="self" type="application/rss+xml"/><item><title>ผม custom layout คีย์บอร์ดยังไงบ้าง</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/custom-keyboard-layout-story/</link><pubDate>Fri, 12 Aug 2022 07:53:02 +0700</pubDate><guid>https://yothinix-com.pages.dev/custom-keyboard-layout-story/</guid><description>&lt;p&gt;ตอนนี้น่าจะถึงเวลาอันสมควรละที่จะมาอัพเดทโพสในหมวดคีย์บอร์ดอีกครั้งหลังจากหายไปนานมาปีกว่า จนถึงตอนนี้ก็ใช้คีย์บอร์ดมา 4 layout physical layout + 3 logical layout โพสนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังว่าปรับตัวเองให้ใช้คีย์บอร์ดที่มีอยู่แต่ละตัวได้ยังไง สลับไปสลับมาโดยที่ไม่บ้าไปซะก่อน โดยจะเริ่มจากตัวที่มีปุ่มเยอะที่สุดไล่ลงไปหาปุ่มน้อยที่สุดครับ&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="ergodox-ez"&gt;Ergodox EZ&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;ในบรรดาทุกตัวในรอบหนึ่งปี ตัวนี้เป็นคีย์บอร์ดที่มีวิวัฒนาการ layout เป็นหลักมาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าปรับไปใช้โปรแกรมไหนก็มาปรับตรงนี้ตามเดี๋ยวเราค่อยๆ ดูไปทีละ layer เลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src="https://yothinix-com.pages.dev/custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_c0de1f5cf5ef0732.webp"
srcset="https://yothinix-com.pages.dev/custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_d256498c03d51f42.webp 480w, https://yothinix-com.pages.dev/custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_fe33074e685e070b.webp 960w, https://yothinix-com.pages.dev/custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_c0de1f5cf5ef0732.webp 1440w"
sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
width="1440" height="832"
alt=""
loading="lazy" decoding="async"&gt;&lt;/p&gt;
&lt;h3 id="layer-0---dvorak"&gt;layer 0 - Dvorak&lt;/h3&gt;
&lt;p&gt;ด้วยความที่ layout ภาษาอังกฤษหลังผมเป็น Dvorak เลยบังคับโดยปริยายว่า layer แรกต้องเป็น Dvorak ก่อนหน้านี้เคยใช้ Dvorak เป็น layer หลังๆ แต่ค้นพบว่ามันจำกัดการใช้งานคีย์บอร์ดลงเยอะมาก ถ้าเป็น layer รองๆ ซึ่งนอกจากจะใช้เป็น Dvorak ในตัว Base แล้ว Modifier ข้างๆ ก็ปรับตาม Ergodox เช่นกัน เพราะปุ่มน้อยลงตรงขอบๆ แต่มากขึ้นในส่วนที่เป็นนิ้วโป้ง ซึ่งพวก - = [ ] ที่ Dvorak เอาไว้ทางขวาบนผมก็แมพมาไว้ในแถวล่างสุด แล้วใช้นิ้วโป้งกดแทนครับ&lt;/p&gt;</description><content:encoded><![CDATA[<p>ตอนนี้น่าจะถึงเวลาอันสมควรละที่จะมาอัพเดทโพสในหมวดคีย์บอร์ดอีกครั้งหลังจากหายไปนานมาปีกว่า จนถึงตอนนี้ก็ใช้คีย์บอร์ดมา 4 layout physical layout + 3 logical layout โพสนี้เลยจะมาเล่าให้ฟังว่าปรับตัวเองให้ใช้คีย์บอร์ดที่มีอยู่แต่ละตัวได้ยังไง สลับไปสลับมาโดยที่ไม่บ้าไปซะก่อน โดยจะเริ่มจากตัวที่มีปุ่มเยอะที่สุดไล่ลงไปหาปุ่มน้อยที่สุดครับ</p>
<h2 id="ergodox-ez">Ergodox EZ</h2>
<p>ในบรรดาทุกตัวในรอบหนึ่งปี ตัวนี้เป็นคีย์บอร์ดที่มีวิวัฒนาการ layout เป็นหลักมาอย่างต่อเนื่อง เรียกได้ว่าปรับไปใช้โปรแกรมไหนก็มาปรับตรงนี้ตามเดี๋ยวเราค่อยๆ ดูไปทีละ layer เลย</p>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_c0de1f5cf5ef0732.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_d256498c03d51f42.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_fe33074e685e070b.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox0_hu_c0de1f5cf5ef0732.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="832"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<h3 id="layer-0---dvorak">layer 0 - Dvorak</h3>
<p>ด้วยความที่ layout ภาษาอังกฤษหลังผมเป็น Dvorak เลยบังคับโดยปริยายว่า layer แรกต้องเป็น Dvorak ก่อนหน้านี้เคยใช้ Dvorak เป็น layer หลังๆ แต่ค้นพบว่ามันจำกัดการใช้งานคีย์บอร์ดลงเยอะมาก ถ้าเป็น layer รองๆ ซึ่งนอกจากจะใช้เป็น Dvorak ในตัว Base แล้ว Modifier ข้างๆ ก็ปรับตาม Ergodox เช่นกัน เพราะปุ่มน้อยลงตรงขอบๆ แต่มากขึ้นในส่วนที่เป็นนิ้วโป้ง ซึ่งพวก - = [ ] ที่ Dvorak เอาไว้ทางขวาบนผมก็แมพมาไว้ในแถวล่างสุด แล้วใช้นิ้วโป้งกดแทนครับ</p>
<p>เริ่มจากทางซ้ายบนผมแมพ Undo (Cmd + Z) เอาไว้ตรงที่คีย์บอร์ดอื่นๆ จะเป็น ESC หรือ grave ascent ซึ่งมีประโยชน์เพราะแทนที่จะต้องกดสองปุ่มก็เหลือปุ่มเดียวแทน ปุ่มถัดมาก็จะเป็น alt/option ปุ่มแรกแทน tab เพราะ tab ไปอยู่ตรงนิ้วโป้งขวาแล้ว ถัดลงมาที่ปกติจะเป็น Caplock ซึ่งไม่มีประโยชน์สำหรับผมเลยเปลี่ยนเป็น Ctrl เวลากด hold และเป็น ESC เวลากดปกติ ซึ่งสองปุ่มนี้พอมันย้ายมาอยู่ใกล้ๆ home row มันทำให้ผมไม่ต้องยกมือขึ้นมาบ่อยๆ เวลากด ESC เพื่อออกจาก Insert mode ของ Vim หรือทั้ง Ctrl, Alt ต่างก็เป็น  lead key ใน Emacs ก็ช่วยลดอาการปวดนิ้วก้อยหรือ Emacs Pinky ไปได้บ้าง เรื่อยไปถึง Magnet ก็ช่วยให้กด lead key ที่ต้องกดทั้ง Ctrl + Alt ในการจัดระเบียบ Window ด้วย</p>
<p>ในส่วนของตรงกลางจะเป็นปุ่ม Screen capture ซึ่งพอเราต้องใช้ทั้งแบบ area และแบบ full screen เลยแมพแยกไปเลยจะได้ใช้ง่ายๆ ถัดมาทางซ้ายจะเป็น Copy/Paste ซึ่งจุดประสงค์เดียวกับ Undo คือไม่ต้องกด Lead key ให้มันจบๆ ไป ส่วนทางขวาจะเป็นปุ่มไว้ปรับไป Layer 3 ที่เป็น QWERTY ซึ่งปกติจะใช้ร่วมกับปุ่ม lang ซึ่งจริงๆ เป็น Macro ที่กด Win + Space ให้ไว้เปลี่ยนภาษาครับ จะเห็นว่าความลำบากนิดหน่อย (แต่ตอนนี้ชินแล้ว) คือไม่ใช่แค่เปลี่ยนภาษาแล้วจะพิมพ์ได้เลย แต่ต้องเปลี่ยน layout กลับมาเป็น QWERTY ด้วย</p>
<p>จุดเด่นของ Ergodox คือ Thumb Cluster ครับ ซึ่งทำให้นิ้วโป้งที่เคยเอาไว้แค่กด Space ง่อยๆ ทำอะไรได้มากขึ้น เช่นนิ้วโป้งซ้ายที่มีสองปุ่ม แต่ผมทำได้ 4 อย่างเลยคือ ซ้ายสุดถ้ากดจะเป็น Space แต่ถ้ากด hold จะเป็น Command/Win ส่วนซ้ายรองถ้ากดจะเป็น Backspace แต่ถ้ากด hold จะเป็น alt/option ปุ่มที่สอง ในส่วนของนิ้วโป้งขวาผมไม่ซับซ้อนมากเลยเป็น Tab, Enter ตามลำดับ ส่วนปุ่มม่วงๆ ข้างบนก็แมพคีย์ลัดไว้เปิดโปรแกรมเช่น raycast, 1password แทนที่จะกดหลายปุ่มก็กดปุ่มพวกนี้ปุ่มเดียวแทน</p>
<p>ทางขวาไม่มีอะไรพิเศษครับ แค่มีปุ่มที่ปกติจะเป็น Enter ให้เป็น Window แทนเวลา hold เพราะบางโปรแกรมใช้ Win + Space ซึ่งพอมันอยู่ด้วยกันตรงนิ้วโป้งซ้ายก็ไม่รู้จะกดยังไงเลยต้องมีแบคอัพไว้อีกปุ่มครับ</p>
<p>ย้อนกลับมาตรงกลางหน่อยคือเวลาเราวางมือตรง Home row นิ้วก้อยผมจะมีหน้าที่เป็น Layer toggle เวลากด Hold เพิ่มมาอีกทั้งสองข้างเลย โดยก้อยซ้ายจะ switch ไป Layer1 ส่วนก้อยขวาจะไป Layer2 ครับ</p>
<h3 id="layer-1---symbols">layer 1 - Symbols</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/ergodox1_hu_5c379f510dff3b28.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/ergodox1_hu_f1aeab3ea5e6951c.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox1_hu_4955ae9da4435a59.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox1_hu_5c379f510dff3b28.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="668"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>พอผมกดนิ้วก้อยซ้ายตัวคีย์บอร์ดจะ switch มา layer1 ให้จนกว่าผมจะปล่อยซึ่งหลักๆ ใน layer นี้จะเป็นสิ่งที่ Ergodox เซตมาให้แต่แรกคือพวก F1 → F12 จะไล่เรียงกันไปตามแถวบนสุด แต่ use case หลักๆ ผมใน layer นี้จะเอาไว้กดคีย์ที่ใช้บ่อยๆ เวลาเขียนโปรแกรมครับ</p>
<p>โดยคีย์ที่ใช้บ่อยสุดในการเขียนโปรแกรมคือวงเล็บทุกแบบ ซึ่งจะอยู่ในระยะนิ้วกลางกับชี้ซ้ายในขณะที่นิ้วก้อยซ้ายกด hold อยู่ ทำให้เวลาผมเขียนวงเล็บไม่ต้องยกมือไปสุดขอบขวาบนเหมือนชาว Dvorak ปกติครับ รวมไปถึงพวกใช้บ่อยๆ รองลงมาใน Shell ทั้ง Tilde, Pipe, Grave Ascent ต่างก็อยู่ในนี้ให้กดง่ายๆ ด้วย นอกจากนี้จะเห็นว่าใน Layer นี้ผมแมพปุ่ม Copy/Paste ไว้เหมือนกัน แต่ใน Layer1 นี้จะเป็นของ Windows แทนครับซึ่งเป็นคีย์คนละคีย์กับ Mac</p>
<p>ส่วนทางขวาด้วยความที่ผมใช้ IDE อย่าง PyCharm, IntelliJ ด้วยแล้วมันจะมีคีย์ที่กดบ่อยๆ อย่างเช่น Code Generator, Refactor, Switch to Terminal, Goto Implementation ก็เอามาแมพไว้เป็นคีย์ใน home row เลยจะกดก็ไม่ต้องยกมือออก ส่วนคีย์ที่ใช้บ่อยรองลงมาเช่นพวกสั่ง Run, Debug ก็เอาไว้ข้างบนกับล่างแทน ซึ่งมีทั้งแบบกด Cmd กับ Ctrl แยกกัน</p>
<h3 id="layer-2---navigations">layer 2 - Navigations</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/ergodox2_hu_92dc928100c49e19.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/ergodox2_hu_6565d63becb7fe04.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox2_hu_1511d12fce1247cb.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox2_hu_92dc928100c49e19.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="671"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ถ้ายังจำกันได้จาก layer 0 ผมจะใช้นิ้วก้อยขวาในการกดไป layer 2 ซึ่งจะพามาหา navigation นี่แหละครับ ซึ่งจะมีพวกลูกศรที่ถ้าใครเป็นชาว Vim ก็จะอ๋อทันทีว่า นี่คือการแมพ navigation แบบเดียวกับที่ Vim ใช้เลย นอกจากนั้นแล้วแป้นซ้าย ถ้าขี้เกียจยกมือ ยังสามารถทำตัวเป็นเมาส์แทนได้ด้วยครับ</p>
<p>ส่วน G,C,H,T เป็นคีย์ที่ผมเอาไว้กดคู่กับปุ่ม Alt + Left Ctrl ซึ่งถ้าจำได้มันเป็น Lead key ของ Magnet ทำให้ผมสามารถจัด Window แบบแบ่ง 4 หน้าจอได้ง่ายๆ เลยครับ</p>
<h3 id="layer-3---qwerty">layer 3 - QWERTY</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/ergodox3_hu_d16ead52676291af.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/ergodox3_hu_e90867f0ac5b08ee.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox3_hu_2a9b13386885ae3f.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox3_hu_d16ead52676291af.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="660"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ในส่วนของ Layer 3 จะเป็น QWERTY ไว้ใช้ในกรณีที่ผมจะพิมพ์ภาษาไทยหรืออะไรที่ต้องการ QWERTY จริงๆ ครับโดยจะสลับมาผ่านปุ่ม toggle layer 3 ตรงกลางๆ ที่เป็นลายๆ จาก layer 0 ซึ่งประโยชน์ของ Layer นี้มีแค่นี้จริงๆ ครับ 555</p>
<h3 id="layer-4---fps">layer 4 - FPS</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/ergodox4_hu_84ec43cd1d87f02c.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/ergodox4_hu_a931e1c4c882f321.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox4_hu_360cc0960bdc5a8c.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox4_hu_84ec43cd1d87f02c.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="666"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>Layer นี้จุดประสงค์ตามตัวครับคือเอาไว้เล่นเกม ซึ่งน่าจะใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดปกติที่สุดละ ซึ่งถามว่าแล้วทำไมต้องทำแยกมาจาก layer 3 - QWERTY ต้องบอกว่าพวกปุ่ม Modifier ใน Layer นี้ถ้าจะสังเกตุดีๆ จะใกล้เคียงกับคีย์บอร์ดคนทั่วไปมากที่สุดละครับ ซึ่งมันก็คือคีย์บอร์ดที่เกมมันออกแบบมาให้ใช้เล่นเกมนั่นเอง ในขณะที่ QWERTY จะยังใช้ความสามารถของปุ่มที่แมพไว้ใน Layer 0 หลายปุ่มอยู่ครับ</p>
<h3 id="layer-5---steno">layer 5 - Steno</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/ergodox5_hu_b7c52a019229f7b1.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/ergodox5_hu_8563de3503ad9f28.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox5_hu_1d7e7bd460136e6e.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/ergodox5_hu_b7c52a019229f7b1.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="663"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>อันนี้แถมเฉยๆ ด้วยความที่คีย์บอร์ดที่เป็น QMK Based firmware จะรองรับ Steno mode ด้วยทำให้ผมเซต layer นี้เอาไว้ใช้เล่น Steno ที่ทำให้เราพิมพ์คำผ่านการกดคอร์ดได้ครับ แต่ต้องบอกว่าหลังจากใช้แล้วมันไม่สบายมากๆ เพราะคีย์บอร์ดปกติเราปุ่มมันจะสูงๆ แล้วการกดคอร์ดมันต้องวางนิ้วไว้ระหว่างกลางของสองปุ่มเช่น T- K- พอต้องกดคอร์ดที่ต้องใช้สองปุ่มเลยเจ็บมากครับ ผมเลยแนะนำว่าถ้าอยากลอง Steno จริงๆ ไปซื้อคีย์บอร์ด steno หรือ low profile มาลองจะเจ็บนิ้วน้อยกว่าครับ ซึ่งผมก็มีอีกอันคือ Georgi keyboard ที่เป็น low profile ไว้ฝึก Steno โดยเฉพาะครับ</p>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/273217820_10227699860820384_2420382010457929139_n_hu_e6e1b243a684de5d.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/273217820_10227699860820384_2420382010457929139_n_hu_eb6bc83c9c0f3014.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/273217820_10227699860820384_2420382010457929139_n_hu_106a01be5caf3796.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/273217820_10227699860820384_2420382010457929139_n_hu_e6e1b243a684de5d.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="952"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<h2 id="d60lite--60-hhkb">d60lite — 60% HHKB</h2>
<p>จริงๆ มาเขียนบล็อกนี้เพราะว่าเพิ่งได้ตัวนี้มานี่แหละ แล้วหลังจากใช้งานมาอาทิตย์กว่าๆ รู้สึกว่ามันได้ Custom มาอยู่ในจุดที่ใช้ได้ใกล้เคียงกับตอนใช้ Ergodox บ้างแล้ว แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อไปเรื่อยๆ เดี๋ยวค่อยๆ ดูทีละ layer โดยต้องบอกว่าพื้นฐานของแต่ละ layer ก็จะมาจากที่เคยใช้ใน Ergodox นีแหละครับ</p>
<h3 id="layer-0---dvorak-1">layer 0 - Dvorak</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/d60lite1_hu_5723006dfbee2198.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/d60lite1_hu_7725c9c581f8d3a2.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/d60lite1_hu_46e0909bbcac29d6.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/d60lite1_hu_5723006dfbee2198.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="506"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>โดยใน Layer 0 นี้พื้นฐานจะเป็น Dvorak เหมือนกันจากประสบการณ์ที่ได้มาจาก Ergodox ที่ layer แรกจะมีความสามารถมากที่สุด แต่ก็จะเสียความสามารถของ Ergodox ไปที่ทำให้นิ้วโป้งเรามีความสามารถเยอะกลับกลายเป็นกด Space เหงาๆ เหมือนเดิมแทน แล้วยกภาระให้กับ Modifier ไปกองกันทางขวาแบบใกล้เคียงคีย์บอร์ดปกติแทน</p>
<p>ในส่วนของปุ่ม Tab, Caplock ถ้าเทียบกับคีย์บอร์ดปกติตัวนี้จะคล้ายๆ กับ Ergodox โดยปุ่ม Tab จะกลายเป็น Tab ถ้ากดแต่ถ้า hold จะเป็น Alt ส่วน Caplock จะเป็น Esc ถ้ากดและ Ctrl ถ้า hold ต่อมาส่วนของ home row เรายังใช้ประโยชน์จากนิ้วก้อยในการ switch ไป layer1 ตอน hold เหมือนเดิม</p>
<p>ส่วนที่ Tricky แต่ก็โชคดีคือการที่ HHKB layout ย้ายปุ่ม backspace ลงมาทำให้ผมมีปุ่มขวาบนที่ไม่มีในคีย์บอร์ดปกติเพิ่มขึ้นมา ทำให้ตรงจุดนี้ผมแมพ Macro เป็น Win + Space หรือปุ่มเปลี่ยนภาษาครับ ซึ่งจะใช้คู่กับปุ่ม TO(3) ซึ่งเป็นปุ่ม Switch ไป layer 3 ในการสลับระหว่าง EN(Dvorak) → TH(QWERTY) ได้ใกล้เคียงกับ Ergodox เลย</p>
<p>ซึ่งก็จะเหลือปุ่ม MO(1) กับ MO(2) ที่ไม่มีในคีย์บอร์ดปกติเหมือนกัน ผมเลยเอาไว้ทำงานพิเศษคือ switch ไป layer ตามตัวเลขมัน</p>
<h3 id="layer-1---symbols--navigations">layer 1 - Symbols + Navigations</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/d60lite2_hu_5886f7016d820516.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/d60lite2_hu_1d8ffe33a536a4bf.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/d60lite2_hu_52edbe246793bce3.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/d60lite2_hu_5886f7016d820516.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="509"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>อาศัย Practice จาก Ergodox เหมือนกัน แต่แทนที่จะแยก symbol, navigation layer ก็จับมันมารวมกันเลย นั่นหมายความว่า layer switch ที่ใช้นิ้วก้อยใน layer 0 คือชี้มาที่ layer นี้แทนหมด</p>
<p>ด้วยความที่ปุ่มตรงกลางๆ ที่ Ergodox มันหายไปเลยต้องที่ของ Curry Bracket เดิมให้กับ Copy/Paste แทน แล้วย้ายไปกด Curry Bracket กับตัวล่างแทนผ่านการกด Shift ทางขวาร่วมด้วย แต่ด้วยความที่ Curry Bracket ยังเจอไม่บ่อย (ยกเว้นเขียน template เลยยังไม่ปวดใจมากตอนนี้)</p>
<h3 id="layer-3---qwerty-1">layer 3 - QWERTY</h3>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/d60lite3_hu_70604bb71ac8a3ec.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/d60lite3_hu_ebadac61c8e2587c.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/d60lite3_hu_4a82d14ac5278f14.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/d60lite3_hu_70604bb71ac8a3ec.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="513"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ตัว layer 3 ไม่มีอะไรมากมันคือ QWERTY ปกติเลย และปุ่มต่างๆ ใกล้เคียงกับ layer 0 มากยกเว้นเปลี่ยน TO(0) แทนเพื่อให้มันพากลับ layer 0</p>
<h2 id="drop-x-olkb-planck-keyboard--40-ortholinear">Drop x OLKB Planck Keyboard — 40% Ortholinear</h2>
<p>ด้วยความที่เคยระเบิด Planck keyboard ไปรอบนึงแล้ว เพราะพยายามจะ Custom layout นี่แหละพอได้อีกตัวมาเลยใช้ง่ายๆ ละแทนที่จะ Custom ให้เหมือนตัวบนๆ ที่ผ่านมา ตัวนี้คือ มีอะไรให้ใช้ก็ใช้เลย ซึ่งด้วยความที่ Planck มี Dvorak Layer ให้ switch มาอยู่แล้ว พอปรับตัวมาจาก Ergodox ก็สามารถทำงานได้เลย ตัวปุ่มอาจจะเรียงแปลกๆ บ้างแต่ก็สลับมาใช้ QWERTY ได้แบบพิมพ์ไทยถูๆ ไถๆ ได้</p>
<p><img src="/custom-keyboard-layout-story/ow641bu9ulb71_hu_91c555b8980073e7.webp"
       srcset="/custom-keyboard-layout-story/ow641bu9ulb71_hu_6a9cbbeb0ecd475d.webp 480w, /custom-keyboard-layout-story/ow641bu9ulb71_hu_98fdf3a97eb74d9d.webp 960w, /custom-keyboard-layout-story/ow641bu9ulb71_hu_91c555b8980073e7.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="501"
       alt=""
       loading="lazy" decoding="async">
<em>src: <a href="https://www.reddit.com/r/olkb/comments/oll0oi/create">https://www.reddit.com/r/olkb/comments/oll0oi/create</a>_you_own_planckpreonic_keymap/</em></p>
<p>ปัญหาหลักๆ ของการที่ปรับมาใช้ Planck คือการที่ต้องกด layer เพื่อจะกดแถวตัวเลขได้นี่แหละ เป็นอะไรที่พอสลับใหม่ทุกครั้ง ก็ต้องเริ่มทำความคุ้นเคยใหม่ทุกครั้ง ยังไม่ชินซักที</p>
<hr>
<p>ก็ประมาณนี้ครับ จริงๆ ถ้ามามองย้อนดูจุดเริ่มต้นที่เริ่ม Custom layer เยอะขนาดนี้แรกสุดเลย ไม่ใช่เพราะ Ergodox แต่เป็นตอนที่วางแผนจะมาใช้ Planck แล้วต้องพยายามจัดการตัวเองให้อยู่ใน 40% layout ให้ได้ เลยทำให้เริ่มมาศึกษาการใช้ Layer จนออกมาแบบที่เล่ามาข้างบนนั่นแหละครับ</p>
<p>ส่วนใครใช้ Layer ยังไงอยู่มาแชร์กันได้ฮะ ผมอยากเห็นมากเผื่อจะเอาไปปรับใช้เองด้วย สำหรับบล็อกนี้ก็ประมาณนี้ครับ</p>
]]></content:encoded></item><item><title>แชร์ประสบการณ์ปรับมาใช้ Ergodox และ Dvorak ในหนึ่งเดือน EP 2: Dvorak Keyboard Layout</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/dvorak/</link><pubDate>Tue, 27 Jul 2021 13:08:00 +0700</pubDate><guid>https://yothinix-com.pages.dev/dvorak/</guid><description>&lt;p&gt;ใน &lt;a href="https://yothinix-com.pages.dev/ergodox-ez-dvorak-layout-ep-1-ergodox-ez"&gt;ตอนที่แล้ว&lt;/a&gt; เราพูดถึงคีย์บอร์ด Ergodox EZ ไปแล้ว ในตอนนี้ผมจะมาพูดถึงตัว &lt;a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Dvorak_keyboard_layout"&gt;Dvorak Keyboard Layout&lt;/a&gt; บ้างในตอนนี้ว่าทำไม ผมถึงเลือกใช้ตัวนี้และผมเดาว่าหลายๆ คนน่าจะมีคำถามว่า เปลี่ยนแล้วพิมพ์เร็วขึ้นเหรอ เดี๋ยวผมจะมาตอบคำถามในตอนนี้นะครับ&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="dvorak"&gt;&lt;strong&gt;Dvorak&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;ก่อนอื่น ถ้าใครเคยสังเกตุคีย์บอร์ดที่เราใช้อยู่กันปกติ ถ้าเป็นแป้นภาษาอังกฤษจะอยู่บนพื้นฐานของ Layout ชื่อว่า &lt;a href="https://en.wikipedia.org/wiki/QWERTY"&gt;QWERTY&lt;/a&gt; ครับ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุคเป็นเครื่องพิมพ์ดีดมา ซึ่งลือกันว่าที่ Layout ถูกวางแบบนี้เพื่อที่จะให้แป้นพิมพ์ขัดกันน้อยที่สุดในยุคนั้นครับ แต่จริงๆ เรื่องนี้มีอะไรมากกว่านั้นครับ ถ้าลอง Search ดูจะสนุกมาก แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผมจะมาเล่าวันนี้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src="https://yothinix-com.pages.dev/dvorak/tlc_vBIm2w_hu_cda0225f7ae271f7.webp"
srcset="https://yothinix-com.pages.dev/dvorak/tlc_vBIm2w_hu_cda0225f7ae271f7.webp 480w"
sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
width="480" height="222"
alt="Dvorak-heatmap.jpeg"
loading="lazy" decoding="async"&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;em&gt;Dvorak Heat map จาก &lt;a href="https://www.daskeyboard.com/blog/the-dvorak-keyboard-layout/"&gt;daskeyboard.com/blog/the-dvorak-keyboard-la..&lt;/a&gt;&lt;/em&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ข้ามเรื่อง QWERTY มาจนปี 1932 August Dvorak ได้เปิดตัว Dvorak Simplified Keyboard โดยออกแบบมาเพื่อลดความผิดพลาด, เพิ่มความเร็วและลดความเมื่อยล้าที่เกิดจากการพิมพ์ครับ โดยศึกษาจากความถี่ของตัวอักษรที่ถูกพิมพ์ในภาษาอังกฤษ ฟีเจอร์หลักๆ จะมี&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;นำเอาตัวอักษรที่พิมพ์บ่อยที่สุดมาไว้ใน home row ทำให้เรา ไม่ต้องขยับนิ้วขึ้นลงบ่อยๆ เหมือน QWERTY&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ตัวสระในภาษาอังกฤษทั้งหมดก็อยู่ใน home row ด้วยครับ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;ตัวอักษรที่พิมพ์บ่อยๆ Dvorak จะย้ายมันไปอยู่ top row แทน bottom row ครับ เพราะเชื่อว่า เราสามารถยกนิ้วขึ้นไปพิมพ์ได้ง่ายกว่ากดนิ้วลงมาใน bottom row&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;โดยอัตราส่วนในการพิมพ์ของแต่ละ row (top-home-bottom) ของ Dvorak จะอยู่ที่ 22% - 70% - 8% เทียบกับ QWERTY ซึ่งอยู่ที่ 52% - 32% - 16%&lt;/p&gt;</description><content:encoded><![CDATA[<p>ใน <a href="/ergodox-ez-dvorak-layout-ep-1-ergodox-ez">ตอนที่แล้ว</a> เราพูดถึงคีย์บอร์ด Ergodox EZ ไปแล้ว ในตอนนี้ผมจะมาพูดถึงตัว <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Dvorak_keyboard_layout">Dvorak Keyboard Layout</a> บ้างในตอนนี้ว่าทำไม ผมถึงเลือกใช้ตัวนี้และผมเดาว่าหลายๆ คนน่าจะมีคำถามว่า เปลี่ยนแล้วพิมพ์เร็วขึ้นเหรอ เดี๋ยวผมจะมาตอบคำถามในตอนนี้นะครับ</p>
<h2 id="dvorak"><strong>Dvorak</strong></h2>
<p>ก่อนอื่น ถ้าใครเคยสังเกตุคีย์บอร์ดที่เราใช้อยู่กันปกติ ถ้าเป็นแป้นภาษาอังกฤษจะอยู่บนพื้นฐานของ Layout ชื่อว่า <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/QWERTY">QWERTY</a> ครับ ซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุคเป็นเครื่องพิมพ์ดีดมา ซึ่งลือกันว่าที่ Layout ถูกวางแบบนี้เพื่อที่จะให้แป้นพิมพ์ขัดกันน้อยที่สุดในยุคนั้นครับ แต่จริงๆ เรื่องนี้มีอะไรมากกว่านั้นครับ ถ้าลอง Search ดูจะสนุกมาก แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผมจะมาเล่าวันนี้</p>
<p><img src="/dvorak/tlc_vBIm2w_hu_cda0225f7ae271f7.webp"
       srcset="/dvorak/tlc_vBIm2w_hu_cda0225f7ae271f7.webp 480w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="480" height="222"
       alt="Dvorak-heatmap.jpeg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p><em>Dvorak Heat map จาก <a href="https://www.daskeyboard.com/blog/the-dvorak-keyboard-layout/">daskeyboard.com/blog/the-dvorak-keyboard-la..</a></em></p>
<p>ข้ามเรื่อง QWERTY มาจนปี 1932 August Dvorak ได้เปิดตัว Dvorak Simplified Keyboard โดยออกแบบมาเพื่อลดความผิดพลาด, เพิ่มความเร็วและลดความเมื่อยล้าที่เกิดจากการพิมพ์ครับ โดยศึกษาจากความถี่ของตัวอักษรที่ถูกพิมพ์ในภาษาอังกฤษ ฟีเจอร์หลักๆ จะมี</p>
<ul>
<li>นำเอาตัวอักษรที่พิมพ์บ่อยที่สุดมาไว้ใน home row ทำให้เรา ไม่ต้องขยับนิ้วขึ้นลงบ่อยๆ เหมือน QWERTY</li>
<li>ตัวสระในภาษาอังกฤษทั้งหมดก็อยู่ใน home row ด้วยครับ</li>
<li>ตัวอักษรที่พิมพ์บ่อยๆ Dvorak จะย้ายมันไปอยู่ top row แทน bottom row ครับ เพราะเชื่อว่า เราสามารถยกนิ้วขึ้นไปพิมพ์ได้ง่ายกว่ากดนิ้วลงมาใน bottom row</li>
</ul>
<p>โดยอัตราส่วนในการพิมพ์ของแต่ละ row (top-home-bottom) ของ Dvorak จะอยู่ที่ 22% - 70% - 8% เทียบกับ QWERTY ซึ่งอยู่ที่ 52% - 32% - 16%</p>
<h2 id="ทำไมถงไมไป-colemak-หรอ-workman-หรอ"><strong>ทำไมถึงไม่ไป Colemak หรือ Workman หรือ &hellip;</strong></h2>
<p>ต้องบอกว่านี่เป็นจุดที่ตัดสินใจยากมากๆ จุดนึงเลย เพราะคนที่ผมรู้จักรอบตัวมีทั้ง Dvorak กับ <a href="https://colemak.com/">Colemak</a> และฝั่ง Colemak จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า เปลี่ยนแค่ 17 ปุ่มเองนะ ซึ่งหลังจาก ชั่งน้ำหนักกับหาข้อมูลหนักมากในช่วงนั้นมี 2 เหตุผลหลักๆ ที่ผมเลือกมา Dvorak</p>
<p><img src="/dvorak/ljMBAjZDC_hu_1903c90ce32b4e87.webp"
       srcset="/dvorak/ljMBAjZDC_hu_1903c90ce32b4e87.webp 480w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="480" height="160"
       alt="KB_Programmer_Dvorak.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>เหตุผลแรกคือ <a href="http://programmer-dvorak.appspot.com/">Programmer Dvorak</a> ซึ่งเป็นอีก Layout นึง แต่สุดท้ายแล้วผมไม่ได้ไปถึงตรงนั้น เพราะมันประหลาดจริงๆ (ลองไปดูแถวตัวเลขได้) แต่ผมได้ยินมาจากซักคลิปใน Youtube นี่แหละว่า Dvorak มันเหมาะกับการเขียนโปรแกรมกว่า เพราะมันย้าย underscore มาไว้ตรงนิ้วก้อย ซึ่งเป็นหนึ่งในปุ่มที่กดบ่อยที่สุดเวลาเขียนโปรแกรม (ที่แน่ๆ Python ที่ใช้ snake case เป็นหลักภาษานึงละ) อีกปุ่มนึงที่ผมใช้บ่อยตามมาพอกันคือ comma กับ dot ซึ่งพอย้ายไปอยู่ top row ความเห็นส่วนตัวคือมันกดสบายกว่าเยอะเลย จะมีปุ่มเดียวที่ผมไม่ค่อยโอเคเท่าไรคือ semi-colon ที่อยู่ที่นิ้วก้อยซ้าย bottom row</p>
<p>เหตุผลที่สองคือ ข้อได้เปรียบหลายๆ อย่างของ Colemak มันไม่มีประโยชน์ในตอนที่ผมเปลี่ยนมาใช้ Ergodox อยู่ดี อย่างเช่นเปลี่ยนแค่ 17 ปุ่ม แต่ผมเปลี่ยน layout ขอบๆ แทบจะทั้งหมด หรือเคสที่ปุ่ม copy / paste อยู่ตำแหน่งเดิม ผมก็ไม่ได้ใช้ เพราะแมพปุ่ม copy/paste ในปุ่มใหม่เลย</p>
<h2 id="learning-process"><strong>Learning Process</strong></h2>
<p>ทีนี้พอตัดสินใจเลือกได้แล้ว ก็ถึงเวลาฝึก ถ้าเราดูหลายๆ ที่จะแนะนำให้ไปฝึกที่เว็บ <a href="https://learn.dvorak.nl/">https://learn.dvorak.nl/</a> ซึ่งผมลองอยู่แปปนึงแล้วก็คิดว่า เออมันไม่สนุกเลยจนผมไปเจอเว็บ <a href="https://www.typingclub.com/">TypingClub</a> ซึ่งมีบทเรียนทั้ง Dvorak และ Colemak เลย</p>
<p><img src="/dvorak/zI00qQHP0_hu_4eca50573c593420.webp"
       srcset="/dvorak/zI00qQHP0_hu_31db597c69410517.webp 480w, /dvorak/zI00qQHP0_hu_f6eb0c03bb01dde6.webp 960w, /dvorak/zI00qQHP0_hu_4eca50573c593420.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="828"
       alt="Screen Shot 2564-07-10 at 08.32.25.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ซึ่งการเรียนใน TypingClub ออกแบบมาดีมากๆ คือ นอกจากค่อยๆ เทรน muscle memory เราให้แต่ละนิ้วก้าวออกไปอย่างที่มันควรจะเป็นแล้ว ในแต่ละบทยังมีเกมให้เราเล่นด้วย ซึ่งช่วงแรกๆ ผมเรียนรัวๆ มากพอเรียนครบทุก row แล้วบทเรียนจะค่อยๆ เปลี่ยนให้เราเพิ่ม Speed + Accuracy ตามมาครับ โดยพิมพ์เป็นบทความมากขึ้นคล้ายๆ กับที่เราพิมพ์ใน MonkeyType แต่ว่าบทความจะคัดมาให้เหมาะกับเรื่องที่เราต้องฝึกเลย และก่อนเข้าบทความก็จะสอน combo ที่เจอบ่อยๆ ให้เราพิมพ์ rolling finger ได้ง่ายขึ้นเช่น est, ing, the อะไรพวกนี้ครับ จังหวะตอนเรียนช่วงนี้เหมือนร่ายมนต์มาก</p>
<p><img src="/dvorak/h5nshOdz6_hu_2cda7d3533ccfff3.webp"
       srcset="/dvorak/h5nshOdz6_hu_dce130d9bc5aa52d.webp 480w, /dvorak/h5nshOdz6_hu_ade08d1b65159c95.webp 960w, /dvorak/h5nshOdz6_hu_2cda7d3533ccfff3.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="828"
       alt="Screen Shot 2564-07-10 at 08.39.34.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p><em>ช่วงแรกๆ ที่พิมพ์ได้แค่ 10+ wpm นี่เจ็บปวดมาก แต่ก็ค่อยๆ ดีขึ้นตามเวลาครับ</em></p>
<p>นอกจาก TypingClub ช่วงแรกใช้ 3 layout (en-QWERTY, en-Dvorak, th-QWERTY) ตอนกลางวันทำงานก็จะใช้ QWERTY แต่พอค่ำๆ เลิกงานก็จะสลับมา Dvorak เพราะว่าช่วงที่ความเร็วตกมันแทบจะทำให้ทำงานอะไรไม่ได้เลย ตอนที่พิมพ์ยังไม่ถึง 40 wpm อีกอย่างที่ช่วยคือ ตอนเช้าๆ สิ่งแรกที่ทำหลังจากเปิดคอมคือ มาพิมพ์ประโยค <em>The quick brown fox jumps over the lazy dog</em> ทุกวัน ประโยคนี้เป็น <a href="https://en.wikipedia.org/wiki/Pangram">Pangram</a> ให้ฝึกนิ้วเราไปทุกๆ ตัวอักษร ซึ่งผมได้มาตอนฝึก Calligraphy หลายปีละ</p>
<p>แต่จุดเปลี่ยนจริงๆ ของการปรับมาใช้อยู่ที่วันที่คีย์บอร์ดเก่าผมพัง จังหวะพอดีมากๆ ที่พิมพ์ได้ประมาณ 40 wpm อยู่ดีๆ ก็พิมพ์ไม่ติด แล้ว flash firmware ไม่ได้เลยต้องบอกลาตัวเก่า แล้วสลับมาใช้ Ergodox เต็มตัว และด้วยความที่ไม่เคยฝึกพิมพ์ QWERTY ใน Ergodox มาก่อนเลย เพราะฉะนั้นมันเลยบังคับตัวเองให้ใช้แค่ 2 layout คือ en-Dvorak และ th-QWERTY ครับ</p>
<h2 id="แลวภาษาไทยหละ"><strong>แล้วภาษาไทยหละ</strong></h2>
<p>ส่วนตัวผมเคยเรียนพิมพ์สัมผัสภาษาไทยตั้งแต่เด็กมากๆ เลยเลือกที่จะยังอยู่บน QWERTY อยู่ครับ แล้วตัวอักษรส่วนใหญ่ยังครอบคลุมได้ใน Ergodox จะมีพวกตัวที่อยู่กับ - = [ ] ซึ่งตรงกับ ข ช บ ล ที่ต้องมาฝึกใหม่ให้หัดมาใช้นิ้วโป้ง ในการกดปุ่มพวกนี้แทน ซึ่งเอาจริงๆ ก็ใช้เวลาแค่ 2 - 3 สัปดาห์ ก็ปรับตัวได้แล้วครับ</p>
<p>จะมีที่น่ารำคาญนิดหน่อยคือ ด้วยความที่ผมแมพ Ergodox ให้ Layer เป็น Dvorak เลย พอจะเปลี่ยนมาใช้ QWERTY ก็ต้อง switch มาอีก layer แล้วต้องเปลี่ยน input language จากภาษาไทยเป็นอังกฤษด้วย ตอนนี้เลยต้องกด 2 ปุ่มคือ ปุ่ม switch layer + ปุ่ม switch language ซึ่งก็ลำบากพอๆ กับตอนใช้คีย์แมคปกติที่กด cmd + space</p>
<p>ซึ่งช่วงแรกๆ ตอนก่อนคีย์บอร์ดพังยังไม่ย้ายมา Dvorak เต็มตัว Layer หลักจะยังเป็น QWERTY อยู่ แต่พอเริ่มอยู่บน Dvorak ได้อย่างปกติสุขแล้ว ก็เปลี่ยน Layer หลักมาเป็น Dvorak และ Layer รองเป็น QWERTY แทนชีวิตก็ง่ายขึ้นเยอะเลย</p>
<h2 id="มนไมใชแค-layout-เปลยนแต-muscle-memory-ดวย"><strong>มันไม่ใช่แค่ Layout เปลี่ยนแต่ Muscle Memory ด้วย</strong></h2>
<p>สิ่งที่ผมมาเรียนรู้อย่างนึงพอต้องมาปรับ Layout คือ เราไม่ได้ใช้คีย์บอร์ดแค่พิมพ์คำหรือประโยค แต่มันคือ Input แทบทั้งหมด ซึ่งรวมถึงคีย์ลัดในโปรแกรมต่างๆ อย่าง Text Editor, Browser, Terminal ด้วย ซึ่งแม้กระทั่ง command ง่ายๆ ที่เราเคยใช้ทุกๆ วันอย่าง ls, cd หรือพวก git shortcut ใน zsh อย่าง gst, gd อะไรพวกนี้ต้องมาฝึกกล้ามเนื้อใหม่ด้วย ซึ่งกว่าจะปรับมาคืนได้ อันนี้ก็เกือบๆ เดือนเต็มๆ ครับ</p>
<p><img src="/dvorak/MHgKg59qx_hu_b0e98b21a6879e03.webp"
       srcset="/dvorak/MHgKg59qx_hu_b0e98b21a6879e03.webp 480w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="480" height="342"
       alt="Cheatsheet_Vim_with_‘programming_Dvorak’_layout.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ที่หนักที่สุดและฉิบหายวายป่วงที่สุดสำหรับผมคือการที่ผมเป็นชาว Vim นี่แหละ เพราะว่า Muscle memory ของ Vim จะอยู่บน QWERTY หมดเลย ซึ่งแรกๆ ผมใช้วิธีถ้าอยู่ใน Normal mode จะสลับ layout เป็น QWERTY แล้วถ้า Input ค่อยเปลี่ยนเป็น Dvorak แต่ทำแบบนั้นได้ไม่นานก็รู้สึกว่า ชีวิตมันยากเกินไป เพราะเราต้องจำ 2 state ในหัวคือ state ของ layout กับ state ของ Vim mode ไปพร้อมๆ กัน ซึ่งเละเทะมาก จนผมแทบจะเลิกใช้ Vim ไปเลย</p>
<p>จนกระทั่งตอนที่ผมเริ่มจะ comfort กับ Dvorak จริงๆ ช่วงที่อยู่ประมาณ 60 wpm เป็นช่วงที่ผมเริ่มจะกลับมาฝึกใช้ Vim กับ Dvorak อีกรอบนึง แล้วปรับให้ home row มือขวาใน Layer navigation ของคีย์บอร์ดเป็นลูกศรเรียงแบบ h j k l ใน Vim normal mode และเริ่มฝึก Vim ใหม่กับปุ่มบน Dvorak ซึ่งก็มีดีๆ หลายที่เลยเช่น จะเข้า insert mode กด i มันใกล้มือมากแล้วอยู่ใน home row หรืออย่าง w b ที่เป็น word jump ก็อยู่ใกล้กันมากขึ้น แต่พวก chord ที่เคยกด combo กันอย่าง DT + char พวกนี้ประสบปัญหาเดียวกับ command ใน Terminal ข้างบนเลยคือต้องฝึกใหม่หมด</p>
<h2 id="สรป"><strong>สรุป</strong></h2>
<p>กลับมาตอบคำถามที่ผมทิ้งไว้อันแรกข้างบนคือ พิมพ์เร็วขึ้นมั้ย ผมต้องบอกตามตรงว่าผมยังพิมพ์ไปไม่ถึงความเร็วเฉลี่ยที่ผมพิมพ์ได้ใน QWERTY ที่ 90+ wpm โดยตอนนี้ก็ยังอยู่ได้แค่ที่ 70 - 80 wpm เลยต้องฝึกไปอีกซักพักครับ แต่ถ้ามีจุดต่างแน่ๆ ในมุมของการพิมพ์สัมผัสคือมันเมื่อยน้อยลงอย่างรู้สึกได้ แล้วข้อมือผมไม่ต้องยกบ่อยๆ ถ้าเทียบกับตอนพิมพ์บน QWERTY และก็นิ้วกวาดไปทั่วคีย์บอร์ดอย่างบ้าคลั่ง พอสลับมาใช้ Dvorak แล้วเคยอัด Timelapse ไว้ตอนเรียน HtDP เห็นว่านิ้วตัวเองอยู่ใน Home row เยอะมาก</p>
<p>ตอนนี้ก็น่าจะจบประมาณนี้ก่อน ส่วนตอนหน้าเป็นตอนสุดท้ายผมจะมาเล่าสิ่งที่ได้เรียนรู้นอกจากที่ผมเล่ามาตลอด 2 ตอนด้วย จะเป็นยังไงก็คอยติดตามต่อกันได้ครับ ถ้าใครชอบบทความสามารถกด subscribe ได้ในช่องข้างล่างเลยครับ หรือจะกดไลค์เพจ <a href="https://www.facebook.com/writepythontoscarecow">เขียนงูให้วัวกลัว</a> ก็ได้ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ</p>
]]></content:encoded></item><item><title>แชร์ประสบการณ์ปรับมาใช้ Ergodox EZ และ Dvorak layout ในหนึ่งเดือน EP 1: Ergodox EZ</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/ergodox-ez/</link><pubDate>Sun, 11 Jul 2021 13:07:00 +0700</pubDate><guid>https://yothinix-com.pages.dev/ergodox-ez/</guid><description>&lt;p&gt;ช่วงที่ผ่านมาหลายๆ คนน่าจะ WFH มากขึ้นใช่มั้ยครับ และผมเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะรู้สึกเหมือนผมว่า พอเรา WFH เราเริ่มจะอยู่กับคอมนานมากขึ้นไปอีกถ้าเราเป็น Programmer เพราะเราไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง หรือออกไปซื้อข้าวเหมือนแต่ก่อน แล้วพอเราใช้เวลาอยู่หน้าคอมมากขึ้น เราก็จะเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยล้าขึ้นตามมาในจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่คลาสสิกอย่าง คอ บ่า ไหล่ หรือจะเป็นข้อมือ หรือนิ้ว&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ส่วนตัวผมก็ประสบกับปัญหาพวกนี้ไม่ต่างกันครับ และหนึ่งในวิธีที่ผมใช้มาแก้ปัญหานี้คือ การเปลี่ยนมาใช้ Ergonomic keyboard อย่าง &lt;a href="https://ergodox-ez.com/"&gt;Ergodox EZ&lt;/a&gt; ครับ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ Split keyboard และ Ortholinear layout ก่อนครับ&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="อะไรคอ-split-keyboard"&gt;&lt;strong&gt;อะไรคือ Split keyboard&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;Split keyboard เป็นคีย์บอร์ดอีกประเภทนึงที่จัดอยู่ในแนว Ergonomic keyboard โดยจุดเด่นหลักๆ อยู่ที่ตัวแป้นคีย์บอร์ดจะโดนหั่นครึ่ง ออกมาแยกออกจากกัน ซึ่งมีทั้งแบบ split ที่แยกออกจากกันไปเลยเป็น 2 ชิ้นแล้วเชื่อมกันผ่านสายเช่น Ergodox, Matias Ergo Pro, Kinesis Freestyle ฯลฯ หรือแบบ unibody ที่ยังอยู่ในเคสเดียวกันแต่ถูกจัดวางให้เอียงออกมารับสรีระมากกว่าปกติเช่น Microsoft Sculpt Ergonomic, Kinesis Advantage 2&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src="https://yothinix-com.pages.dev/ergodox-ez/H-j4EbRKQ_hu_3501d3bee7a49348.webp"
srcset="https://yothinix-com.pages.dev/ergodox-ez/H-j4EbRKQ_hu_3501d3bee7a49348.webp 480w"
sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
width="480" height="226"
alt="818T–WBwvL.AC_.jpg"
loading="lazy" decoding="async"&gt;&lt;/p&gt;</description><content:encoded><![CDATA[<p>ช่วงที่ผ่านมาหลายๆ คนน่าจะ WFH มากขึ้นใช่มั้ยครับ และผมเชื่อว่าหลายๆ คนน่าจะรู้สึกเหมือนผมว่า พอเรา WFH เราเริ่มจะอยู่กับคอมนานมากขึ้นไปอีกถ้าเราเป็น Programmer เพราะเราไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง หรือออกไปซื้อข้าวเหมือนแต่ก่อน แล้วพอเราใช้เวลาอยู่หน้าคอมมากขึ้น เราก็จะเริ่มรู้สึกปวดเมื่อยล้าขึ้นตามมาในจุดต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นที่คลาสสิกอย่าง คอ บ่า ไหล่ หรือจะเป็นข้อมือ หรือนิ้ว</p>
<p>ส่วนตัวผมก็ประสบกับปัญหาพวกนี้ไม่ต่างกันครับ และหนึ่งในวิธีที่ผมใช้มาแก้ปัญหานี้คือ การเปลี่ยนมาใช้ Ergonomic keyboard อย่าง <a href="https://ergodox-ez.com/">Ergodox EZ</a> ครับ แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ผมอยากจะแนะนำให้ทุกคนรู้จักกับ Split keyboard และ Ortholinear layout ก่อนครับ</p>
<h2 id="อะไรคอ-split-keyboard"><strong>อะไรคือ Split keyboard</strong></h2>
<p>Split keyboard เป็นคีย์บอร์ดอีกประเภทนึงที่จัดอยู่ในแนว Ergonomic keyboard โดยจุดเด่นหลักๆ อยู่ที่ตัวแป้นคีย์บอร์ดจะโดนหั่นครึ่ง ออกมาแยกออกจากกัน ซึ่งมีทั้งแบบ split ที่แยกออกจากกันไปเลยเป็น 2 ชิ้นแล้วเชื่อมกันผ่านสายเช่น Ergodox, Matias Ergo Pro, Kinesis Freestyle ฯลฯ หรือแบบ unibody ที่ยังอยู่ในเคสเดียวกันแต่ถูกจัดวางให้เอียงออกมารับสรีระมากกว่าปกติเช่น Microsoft Sculpt Ergonomic, Kinesis Advantage 2</p>
<p><img src="/ergodox-ez/H-j4EbRKQ_hu_3501d3bee7a49348.webp"
       srcset="/ergodox-ez/H-j4EbRKQ_hu_3501d3bee7a49348.webp 480w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="480" height="226"
       alt="818T–WBwvL.AC_.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ส่วนประเภท split ที่แยกออกจากกันเป็น 2 ชิ้นเราสามารถจะจัดตัวคีย์บอร์ดให้วางรองรับมือและแขนให้รองรับ natural posture ให้มากที่สุด ใครหน้าอกกว้าง หรือมุมแขนเป็นยังไง สามารถจัดได้อย่างอิสระเลยครับ โดยคำแนะนำของเค้าคือ ให้เรายื่นแขนออกไปตรงๆ แล้วลองวางมือดูก็จะได้จุดที่สบายที่สุดครับ</p>
<p><img src="/ergodox-ez/nvJEenp6C_hu_fb6a2480f731db2f.webp"
       srcset="/ergodox-ez/nvJEenp6C_hu_d0eb6670334620fc.webp 480w, /ergodox-ez/nvJEenp6C_hu_a9187e1c74c177ba.webp 960w, /ergodox-ez/nvJEenp6C_hu_fb6a2480f731db2f.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="426"
       alt="Screen Shot 2564-07-11 at 17.08.27.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<h2 id="แลว-ortholinear-หละคออลไล"><strong>แล้ว Ortholinear หละคืออัลไล</strong></h2>
<p>ถ้าเราลองก้มลงไปดูคีย์บอร์ดปกติที่เราใช้อยู่ในทุกๆ วัน เราจะเห็นว่าตัวแป้นมันจะมีความเอียงๆ ไปทางซ้ายหน่อยๆ แล้วถ้าเราลองวางมือในแป้นเหย้า​ (home row) เราจะเห็นว่ามือเรามันเอียงไปทางซ้ายจริงๆ และบางปุ่มจะต้องเอื้อมนิ้วหนักมากเช่นเลข 6 ที่ควรจะถูกกดด้วยนิ้วชี้ข้างขวาจะเอื้อมไกลมากๆ ถ้าเทียบกับเลข 5 ที่ยื่นขึ้นไปนิดเดียว</p>
<p><img src="/ergodox-ez/IjgVbD75D_hu_ca3323b201bec7e3.webp"
       srcset="/ergodox-ez/IjgVbD75D_hu_597d399b982bf0aa.webp 480w, /ergodox-ez/IjgVbD75D_hu_dcf33b8ef0249de7.webp 960w, /ergodox-ez/IjgVbD75D_hu_ca3323b201bec7e3.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="370"
       alt="Screen Shot 2564-07-11 at 17.16.39.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>Ortholinear เกิดมาเพื่อแก้ปัญหานี้ครับ โดยทุกๆ ปุ่มจะถูกวางเรียงเท่าๆ กันในทุกๆ ปุ่ม ทำให้ระยะห่างของปุ่มต่างๆ มันเท่ากันทั้งคีย์บอร์ดครับไม่ว่าจะพิมพ์จากมือซ้าย หรือมือขวา ทำให้ระยะที่เราเอื้อมนิ้วโดยเฉลี่ยมันน้อยลงด้วยถ้าเทียบกับ layout ปกติครับ โดย Ortholinear ที่ดังที่สุดหนีไม่พ้น <a href="https://ergodox-ez.com/pages/planck">Planck keyboard</a> ครับที่เป็นคีย์บอร์ด 47 ปุ่มเรียงกันเป็นตาราง Ortholinear ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีปุ่มแค่นี้ แต่การใช้งานคีย์บอร์ดประเภทนี้เราจะเริ่มใช้ปุ่มต่างๆ ที่ขาดไปจากคีย์บอร์ดปกติผ่านระบบ layer ครับ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของคนที่ใช้ custom keyboard เลย</p>
<h2 id="รจกกบ-ergodox-ez"><strong>รู้จักกับ Ergodox EZ</strong></h2>
<p>ต้องบอกว่าครั้งแรกที่ผมมองหา Split Keyboard ผมไม่ได้มองมาที่ Ergodox EZ ครับ แต่มองไปที่ <a href="https://www.rgbkb.net/collections/sol-3">Sol 3</a> จาก RGBKB ครับ ซึ่งจุดเด่นของมันคือ ความ custom ได้นี่แหละทุกชิ้นส่วนตั้งแต่ case เรื่อยมาจน touch bar module เราสามารถเลือกได้หมดเลย แต่ระหว่างที่ผมกำลังหาข้อมูล ผมตระหนักอย่างนึงว่า ไหนๆ ต้อง custom ขนาดนี้น่าจะต้อง flash firmware custom ตัว layout บ่อยมากแน่ๆ แล้วผมมีประสบการณ์ไม่ค่อยดีกับ QMK เท่าไร เลยหันมามอง Ergodox EZ แทนครับ</p>
<p><img src="/ergodox-ez/AYXL6wOvF_hu_911d49a8e2a0cc13.webp"
       srcset="/ergodox-ez/AYXL6wOvF_hu_27a5dc9ef1a41dc2.webp 480w, /ergodox-ez/AYXL6wOvF_hu_4579e60ed2ddcd2f.webp 960w, /ergodox-ez/AYXL6wOvF_hu_911d49a8e2a0cc13.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="961"
       alt="LR_DSC4349_058e575d-f12f-4de3-9c94-e4f15accc799_4000x.jpeg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>Ergodox EZ พัฒนาต่อยอดมาจาก <a href="https://github.com/Ergodox-io">Ergodox</a> อีกที ซึ่งทุกอย่างเป็น open source เราสามารถใช้ 3D printer, print PCB ฯลฯ สร้างขึ้นมาเองได้ครับ แต่ Ergodox EZ ช่วยทำให้ชีวิตเราง่ายกว่านั้นครับ โดยเราสามารถเลือกแต่ละ component ขึ้นมาได้ผ่าน website เลยเพื่อ pre-build Ergodox EZ ให้ตรงกับที่เราต้องการมากที่สุดครับ</p>
<p><img src="/ergodox-ez/SqdL4hS7i_hu_692515521a01191a.webp"
       srcset="/ergodox-ez/SqdL4hS7i_hu_93858dd73aa284ae.webp 480w, /ergodox-ez/SqdL4hS7i_hu_6f548cf32f417db4.webp 960w, /ergodox-ez/SqdL4hS7i_hu_692515521a01191a.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="738"
       alt="Screen Shot 2564-07-11 at 17.22.46.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p><img src="/ergodox-ez/p4OSHdn6N_hu_a6123a6a77df6a18.webp"
       srcset="/ergodox-ez/p4OSHdn6N_hu_c8f47c4e4375ea2a.webp 480w, /ergodox-ez/p4OSHdn6N_hu_76b8c224fee8137d.webp 960w, /ergodox-ez/p4OSHdn6N_hu_a6123a6a77df6a18.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="1081"
       alt="129169.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>โดยที่เซตที่ผมเลือก เป็นสีขาว มี Tilt Kit, Wing Rest ไม่มีไฟลอดใต้ปุ่ม (shine) และไม่มีไฟใต้คีย์บอร์ด (Glow) ครับ ในส่วนของคีย์แคปผมเลือกเป็น Blank sculpted keycaps เพราะว่ากะจะเปลี่ยน Layout อยู่แล้วเลยไม่คิดว่า printed QWERTY keycap จำเป็น และเลือก Switch เป็น Cherry MX Silent Red เพราะว่าช่วงหลังๆ ต้อง WFH แบบเปิดลำโพงฟัง discord บ่อยๆ เลยอยากได้ switch เงียบๆ เอาไว้ทำงานซึ่ง option ที่ผมเลือกก็ลดราคาของ Ergodox EZ ไปได้ระดับนึง แต่ก็ยังราคาพอๆ กับ Custom Tofu60 กับ Switch ดีๆ เลย</p>
<h2 id="oryx-configurator--wally-ez-flash-tool"><strong>Oryx Configurator &amp; Wally EZ Flash Tool</strong></h2>
<p>ก่อนหน้านี้ผมบอกว่า ผมมีประสบการณ์ไม่ดีกับ QMK เพราะผมรู้สึกว่าหน้าเว็บในการใช้งานมันจะงงๆ หน่อย จนผม Flash firmware keyboard พังคามือมาแล้ว ด้วย pain ตรงนี้เลยเป็นเหตุผลหลักที่ผมเลือก Ergodox EZ เพราะชุด Software ของมันเลย</p>
<p><img src="/ergodox-ez/iH02aAvhI_hu_9a469f5a556ac710.webp"
       srcset="/ergodox-ez/iH02aAvhI_hu_b9552030348015ed.webp 480w, /ergodox-ez/iH02aAvhI_hu_24d0efc4883ac61f.webp 960w, /ergodox-ez/iH02aAvhI_hu_9a469f5a556ac710.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="738"
       alt="Screen Shot 2564-07-11 at 17.24.55.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ในส่วนของ Software จะแบ่งเป็น 2 ส่วนคือ Oryx Configurator ซึ่งเป็นหน้าเว็บที่เราจะเข้ามาทำการ config ปุ่มต่างๆ ใน Ergodox ให้มันทำงานได้ในแบบที่เราต้องการ ซึ่งรองรับการ config ได้มากที่สุดถึง 32 layer เลยทีเดียว แต่ฟีเจอร์ที่ผมใช้บ่อยๆ นอกจากตั้งปุ่มตาม Layout พิเศษของตัวเองคือ dual function key ที่กดแช่จะเป็นคีย์นึง แต่ถ้า tap จะเป็นอีกคีย์ หรือพวก combo/macro modifier ที่ช่วยให้เรา custom ปุ่มๆ นึงให้ทำงานในแบบที่เราต้องการได้เลย ซึ่งเรื่องนี้เดี๋ยวผมมาลงรายละเอียดอีกทีในตอนต่อๆ ไป ครับว่าผมทำอะไรกับมันไปบ้าง แต่บอกได้เลยว่า นี่คือ hightlight ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้เลย</p>
<p><img src="/ergodox-ez/BUEbOi-VS_hu_ff00ab59b4874215.webp"
       srcset="/ergodox-ez/BUEbOi-VS_hu_ff00ab59b4874215.webp 480w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="480" height="352"
       alt="Screen Shot 2564-07-11 at 17.27.21.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>อีกส่วนของ Software คือ Wally ครับ ซึ่งเป็น Firmware Flashing tool ซึ่งมันใช้ง่ายมากๆ คือ พอเราได้ layout ที่ compile มาจาก Oryx แล้วจะได้ไฟล์ hex มาไฟล์นึง ที่เหลือเราก็แค่ลากไฟล์นั้นใส่ Wally แล้วเอาคลิปหนีบกระดาษจิ้มปุ่ม reset ทีนึง Wally ก็จะ Flash firmware ให้ใหม่จนจบก็ใช้งานได้เลย ไม่ต้องถอด usb ของคีย์บอร์ดเสียบใหม่ด้วย ง่ายมั้ยหละครับ</p>
<h2 id="tilt-kit--wing-rest"><strong>Tilt-Kit &amp; Wing Rest</strong></h2>
<p>ส่วนตัวผมเป็นคนใช้คีย์บอร์ดแบบไม่เคยมีที่รองมือมาตลอด ซึ่งมันก็จะมีความเกร็งๆ ข้อมือให้งอขึ้นอีก แทนที่จะอยู่ใน Position ที่งอลงปกติ พอมี Wing Rest ของ Ergodox นอกจากจะรู้สึกว่าม้ือวางงอลงแล้วมันเกร็งข้อน้อยลงแล้ว อีกส่ิงหนึ่งที่ผมรู้สึกได้ชัดคือ ข้อมือมันล็อกมากขึ้นครับ คือในหลายๆ ครั้งแต่ก่อน ผมซึ่งพิมพ์ภาษาอังกฤษบนคีย์บอร์ดแบบไม่ถูกหลักมือมันจะลอยไปลอยมาไม่ค่อยอยู่กับฐาน จะอาศัย home row เป็นตัวกะระยะก่อนที่จะเอื้อมไปกด แต่พอมีที่รองข้อมือ รู้สึกว่ามือเรามันกลับฐานมาในแบบที่ควรจะเป็นบ่อย แล้วก็ไม่ค่อยเมื่อยแขนละ เพราะมือไม่ค่อยลอยรอกดปุ่มละ</p>
<p><img src="/ergodox-ez/dC-y27K9H_hu_595003d9740ee623.webp"
       srcset="/ergodox-ez/dC-y27K9H_hu_eeadd27bbcf84557.webp 480w, /ergodox-ez/dC-y27K9H_hu_3b0f3c3184232cf8.webp 960w, /ergodox-ez/dC-y27K9H_hu_595003d9740ee623.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="1081"
       alt="129181.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ส่วน Tilt-Kit นี่ถ้าเราสังเกตุดีๆ คีย์บอร์ดปกติ เราจะบิดข้อมือเล็กน้อย (นอกจากเอียงซ้ายแบบ layout ปกติ) เพื่อให้ม้ือเราวางแบนราบเหนือแป้นพอดี ซึ่งพอเราทำงานไปนานๆ นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมแถวๆ ข้อแขนมันเมื่อยด้วยนอกจากข้อมือเราที่บิดอยู่แล้ว ตัว Tilt-Kit เลยออกมาแก้ปัญหานี้ครับ โดยอาศัยข้อได้เปรียบที่คีย์บอร์ดเราแยกร่างแล้ว แล้วทำไมเราจะทำให้มัน support มือเรามากกว่าเดิมหละ โดย Position ที่คนนิยมกันคือ ดัน Tilt-Kit ข้างในยกให้สูงที่สุดครับ มันทำให้คีย์บอร์ดยกมารับกับมือมากขึ้น ใกล้เคียงกับ Natural Position คล้ายๆ เวลาเราถือดาบหรือกำด้ามปืนครับ</p>
<p><img src="/ergodox-ez/VzUi3b_RF_hu_30d56acc599229b6.webp"
       srcset="/ergodox-ez/VzUi3b_RF_hu_bb6fa5197e76f96b.webp 480w, /ergodox-ez/VzUi3b_RF_hu_a88bbec62f9d494c.webp 960w, /ergodox-ez/VzUi3b_RF_hu_30d56acc599229b6.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="1081"
       alt="129178.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ในส่วนนี้ตอนแรกๆ ผมก็รู้สึกว่ามันสบายมากขึ้นแล้วนะแค่ Tilt-Kit อย่างเดียว แต่พอไปดูหลายๆ ที่เค้าจะเอาอะไรมาวางเสริมขึ้นไปอีกเพื่อให้องศาที่คีย์บอร์ดยกมารองรับมือเราสูงขึ้น โดยตอนนี้ผมจบที่เอาสมุด Moleskine เล่มเก่าๆ มาวางซ้อนๆ กันแล้ววางขา Tilt-Kit ข้างในบนนั้นมุมอยู่ที่ประมาณ 20 องศา ก็สบายแล้วครับ แต่ผมเห็นบางคนเอียงไปไกลกว่านั้น ก็แล้วแต่พื้นที่แต่ละคนเลย</p>
<h2 id="พดถงขอดมาเยอะ-พดถงขอเสยบางละกน"><strong>พูดถึงข้อดีมาเยอะ พูดถึงข้อเสียบ้างละกัน</strong></h2>
<p>อย่างแรกคือ ตัว Interface ของสายยังเป็น Mini USB อยู่ครับ ซึ่งคีย์บอร์ดสมัยนี้แทบจะไม่ใช้กันแล้ว ทำให้การจะหา custom cable มันก็จะคิดหนักหน่อย ซึ่งจนถึงปัจจุบันที่ผมใช้มาหนึ่งเดือนก็ยังใช้สายเดิมๆ ที่แถมมากับคีย์บอร์ดอยู่ (ซึ่งยาวมาก)</p>
<p><img src="/ergodox-ez/8hKW2LQ1m_hu_78ce781abab9ac94.webp"
       srcset="/ergodox-ez/8hKW2LQ1m_hu_f4495958e36fa479.webp 480w, /ergodox-ez/8hKW2LQ1m_hu_325d71c8a67f07b4.webp 960w, /ergodox-ez/8hKW2LQ1m_hu_78ce781abab9ac94.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="292"
       alt="Screen Shot 2564-07-11 at 17.32.59.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ข้อเสียต่อมายังคงเป็นเรื่องสายครับ เพราะว่า Interface เชื่อมระหว่างคีย์บอร์ดเป็นหัว TRRS 4 Core ซึ่ง ถ้าพูดง่ายๆ มันคือสาย AUX หูฟังครับ แต่ด้วยความที่มันเป็น 4 core 2 ข้างเลย มันหายาก (แต่ไม่ใช่ว่าหาไม่ได้นะ) เพราะส่วนใหญ่ที่เจอจะเป็น ปลายข้างนึง 4 core อีกข้าง 3 core ซึ่งผมเข้าใจว่ามันไม่ compatible กันครับ นี่ยังไม่นับว่าสายมันยาวมากด้วยนะ ทำให้เกะกะโต๊ะมากครับ</p>
<p>ต่อมาเป็นเรื่องขนาดคีย์บอร์ดครับ ถึงแม้จะเป็น Ortholinear แล้ว Tilt แล้ว แต่ผมยอมรับว่าหลายๆ ปุ่มผมก็ยังกดไม่ถึงครับยกตัวอย่างเช่นปุ่มเล็กๆ แถวๆ Thumb cluster ผมเอื้อมสุดมือก็ยังไม่ถึง ต้องยกมือขึ้นมากดถึงจะได้ หรืออย่างพวกปุ่มใต้อุ้งมือในแถวล่างสุด 3 ตัวซ้าย/ขวาสุด ช่วงแรกๆ ผมพยายามใช้แต่มันฝืนธรรมชาติจริงๆ สุดท้ายผมก็เลิกใช้มันไปครับ</p>
<p><img src="/ergodox-ez/ueoyhWEnZ_hu_1868cbbecb4778dd.webp"
       srcset="/ergodox-ez/ueoyhWEnZ_hu_8fbb4c9b7748267b.webp 480w, /ergodox-ez/ueoyhWEnZ_hu_269cbcb791d4581a.webp 960w, /ergodox-ez/ueoyhWEnZ_hu_1868cbbecb4778dd.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="1080"
       alt="rRGyFgE.jpeg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ข้อเสียสุดท้ายที่ผมนึกออกตอนนี้คือ Keycaps ครับ ถ้าเป็นสาย custom สะสม keycaps การเปลี่ยนมาใช้ Ergodox จะทำให้ชีวิตเรายากขึ้นไปอีก การหา keycaps ที่รองรับ Ergodox จะยากขึ้นไปอีกเท่าตัว เพราะปัญหาหลักๆ คือปุ่ม 2u ที่อยู่ข้างๆ กับพวก Thumb cluster ครับ เรียกได้ว่าถ้า GB ออกมาแล้วบอกว่ามีรองรับ Ergodox นี่ต้องรีบคิดให้ไวเลย และนี่เป็นเหตุผลหลักที่ผมเลือก Ergodox แทน Moonlander เลยเพราะว่าถึงแม้จะยาก แต่ยังมีแต่ Moonlander นี่ไม่มีเลย แต่ถ้ามองอีกมุมคือ เราก็ประหยัดตังค์ค่า keycaps ไปได้เยอะมาก เพราะมันไม่ค่อยมีให้เลือกนี่แหละ</p>
<p>———————</p>
<p>สำหรับตอนแรกก็น่าจะพอแค่นี้ก่อนครับ ในตอนถัดไปเดี๋ยวผมจะมาพูดถึง Dvorak Keyboard Layout ที่ผมเลือกมาใช้คู่กับ Ergodox ตัวนี้ ก็คอยติดตามต่อกันได้ครับ ถ้าใครชอบบทความสามารถกด subscribe ได้ในช่องข้างล่างเลยครับ หรือจะกดไลค์เพจ <a href="https://www.facebook.com/writepythontoscarecow">เขียนงูให้วัวกลัว</a> ก็ได้ แล้วเจอกันใหม่ตอนหน้าครับ</p>
]]></content:encoded></item></channel></rss>