<?xml version="1.0" encoding="utf-8" standalone="yes"?><rss version="2.0" xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"><channel><title>Book on yothinix</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/tags/book/</link><description>Recent content in Book on yothinix</description><generator>Hugo</generator><language>en-us</language><lastBuildDate>Sun, 13 Feb 2022 18:39:29 +0700</lastBuildDate><atom:link href="https://yothinix-com.pages.dev/tags/book/index.xml" rel="self" type="application/rss+xml"/><item><title>[Book Review] The Phoenix Project เพราะ IT Operation ก็ไม่ต่างกับ Production Plant</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/book-review-the-phoenix-project/</link><pubDate>Mon, 20 Dec 2021 13:14:00 +0700</pubDate><guid>https://yothinix-com.pages.dev/book-review-the-phoenix-project/</guid><description>&lt;p&gt;ผมรู้จัก The Phoenix Project มานานมากและมันวนเวียนมาเกือบจะได้อ่านหลายรอบ จนกระทั่งเมื่อประมาณกลางเดือนที่แล้ว ผมเพิ่งได้มีโอกาสจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน และตั้งแต่ตอนนั้นผมแทบจะวางไม่ลงเลยตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และผมแนะนำให้กับทุกคนที่ทำงานใน IT ทั้ง Business และ Engineering ควรอ่านเลยครับ&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;a href="https://www.amazon.com/Phoenix-Project-DevOps-Helping-Business-ebook/dp/B078Y98RG8/ref=sr_1_1?crid=1JUWYKCN6KSRF&amp;amp;keywords=the+phoenix+project&amp;amp;qid=1639930740&amp;amp;s=books&amp;amp;sprefix=The+phoenix%2Cstripbooks-intl-ship%2C407&amp;amp;sr=1-1"&gt;The Phoenix Project&lt;/a&gt; เล่าเรื่องผ่านสายตาของ Bill Palmer - Manager ระดับกลางๆ ที่จับพลัดจับพลูถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น VP of IT Operations ใน Part Unlimited บริษัทขายชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ของรถยนต์ที่กำลังเดิมพันกับ Phoenix Project ซอฟท์แวร์ตัวใหม่ที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายและยกระดับบริการให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปได้&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมพยายามจะสปอยเนื้อหาให้น้อยที่สุดแต่ผมบอกได้ว่า เนื้อเรื่องในหนังสือเล่มนี้มันเข้มข้นมากทุกๆ อย่างมันถาโถมมาอย่างหนักหน่วงและ &lt;strong&gt;หลายๆ ครั้งมันตรงกับชีวิตจริง&lt;/strong&gt; (ถ้าคุณทำงานใน Software Industry มานานพอ) ทุกๆ หน้าที่เรามองผ่านสายตา Bill และพยายามแก้ปัญหาที่เข้ามามันเหมือนกับว่าเราได้ไปนั่งอยู่ตรงนั้น ในห้องประชุม NOC หรือแม้แต่ที่ Production Plant จริงๆ และหลายครั้งตัวผมเองก็คิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาที่เข้ามาในเรื่องยังไง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่สิ่งที่ผมนับถือที่สุดกับ Bill เลยคือความที่ Bill เป็นคนที่ Humble และ Empowered มาก ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายๆ ครั้งที่เวลาเจอปัญหาแล้ว Bill คิดไม่ออกแต่ทีมช่วยกันคิดออก Bill จะเปลี่ยนโหมดเป็น supporter ไอเดียนั้นทันทีและหลายครั้งก็ช่วย Facilitate ให้ไอเดียนั้นต่อยอดขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันหลายครั้งเราก็จะเห็น Bill จมไปกับความคิด กับไอเดียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วเกิด Aha! Moment ขึ้นด้วย ซึ่งนอกจาก Bill มีอีก 2 ตัวละครที่ผมอยากพูดถึงคือ Erik (Board Candidate), Brent (Lead Engineer)&lt;/p&gt;</description><content:encoded><![CDATA[<p>ผมรู้จัก The Phoenix Project มานานมากและมันวนเวียนมาเกือบจะได้อ่านหลายรอบ จนกระทั่งเมื่อประมาณกลางเดือนที่แล้ว ผมเพิ่งได้มีโอกาสจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน และตั้งแต่ตอนนั้นผมแทบจะวางไม่ลงเลยตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และผมแนะนำให้กับทุกคนที่ทำงานใน IT ทั้ง Business และ Engineering ควรอ่านเลยครับ</p>
<p><a href="https://www.amazon.com/Phoenix-Project-DevOps-Helping-Business-ebook/dp/B078Y98RG8/ref=sr_1_1?crid=1JUWYKCN6KSRF&amp;keywords=the+phoenix+project&amp;qid=1639930740&amp;s=books&amp;sprefix=The+phoenix%2Cstripbooks-intl-ship%2C407&amp;sr=1-1">The Phoenix Project</a> เล่าเรื่องผ่านสายตาของ Bill Palmer - Manager ระดับกลางๆ ที่จับพลัดจับพลูถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น VP of IT Operations ใน Part Unlimited บริษัทขายชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ของรถยนต์ที่กำลังเดิมพันกับ Phoenix Project ซอฟท์แวร์ตัวใหม่ที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายและยกระดับบริการให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปได้</p>
<p>ผมพยายามจะสปอยเนื้อหาให้น้อยที่สุดแต่ผมบอกได้ว่า เนื้อเรื่องในหนังสือเล่มนี้มันเข้มข้นมากทุกๆ อย่างมันถาโถมมาอย่างหนักหน่วงและ <strong>หลายๆ ครั้งมันตรงกับชีวิตจริง</strong> (ถ้าคุณทำงานใน Software Industry มานานพอ) ทุกๆ หน้าที่เรามองผ่านสายตา Bill และพยายามแก้ปัญหาที่เข้ามามันเหมือนกับว่าเราได้ไปนั่งอยู่ตรงนั้น ในห้องประชุม NOC หรือแม้แต่ที่ Production Plant จริงๆ และหลายครั้งตัวผมเองก็คิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาที่เข้ามาในเรื่องยังไง</p>
<p>แต่สิ่งที่ผมนับถือที่สุดกับ Bill เลยคือความที่ Bill เป็นคนที่ Humble และ Empowered มาก ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายๆ ครั้งที่เวลาเจอปัญหาแล้ว Bill คิดไม่ออกแต่ทีมช่วยกันคิดออก Bill จะเปลี่ยนโหมดเป็น supporter ไอเดียนั้นทันทีและหลายครั้งก็ช่วย Facilitate ให้ไอเดียนั้นต่อยอดขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันหลายครั้งเราก็จะเห็น Bill จมไปกับความคิด กับไอเดียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วเกิด Aha! Moment ขึ้นด้วย ซึ่งนอกจาก Bill มีอีก 2 ตัวละครที่ผมอยากพูดถึงคือ Erik (Board Candidate), Brent (Lead Engineer)</p>
<h3 id="erik">Erik</h3>
<p>ถ้าใครเคยดู Star Wars น่าจะคุ้นเคยกับคำว่า Master Jedi / Padawan ใช่มั้ยครับ ความสัมพันธ์แบบ Mentorship ระหว่างศิษย์กับครูนี่เป็นอะไรที่มีค่ามากๆ ซึ่งผมบอกได้เลยว่า เราจะโชคดีมากๆ ถ้าเรามี Mentor ในช่วงเวลาที่เรากำลังเริ่มอะไรใหม่บางอย่าง</p>
<p>ในเรื่องนี้ Erik นี่เป็น Mentor ที่ผมโคตรจะรักเลย วิธีการที่ Erik พยายามสอนให้ Bill เห็นว่า IT Operation มันไม่ต่างกับ Production Plant นั้นสำหรับผมคือมัน Care Personally เลย ซึ่ง Erik หลายครั้งมากที่จะไม่ให้คำตอบตรงๆ กับ Bill แต่จะให้คำใบ้ไว้ว่ามันจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป</p>
<p>สำหรับผมนี่คือวิธีการสอนที่ดีมาก เพราะมันทำให้เราต้องคิดเยอะมากและพอมันเกิด Aha! Moment ที่เราคิดออก เรื่องนี้มันจะติดอยู่ในหัวเราไปอีกนานเลย และผมเชื่อว่าถ้าใครเคยมี Mentor ลักษณะนี้ในชีวิตหน้าเค้าต้องลอยขึ้นมาหลังจากคุณได้อ่านสิ่งที่ Erik คุยกับ Bill ครับ</p>
<h3 id="brent">Brent</h3>
<p><em>ผมไม่ชอบ Brent</em> ไม่ใช่เพราะว่า Brent มันเก่งจนทุกคนต้องไปขอความช่วยเหลือตลอดไม่ว่าจะเรื่องใหญ่ เรื่องเล็กหรือเป็นคนที่รู้จักระบบแทบจะทุกอย่างที่มีอยู่ในบริษัท แต่เพราะว่าผมเคยเป็นแบบนั้นครับ หรืออาจจะยังเป็นอยู่บางครั้งโดยที่ไม่รู้ตัว</p>
<p>ซึ่งมันทำให้ผมรู้จักคนประเภทนี้ดีมาก เพราะคนประเภทนี้จะงานยุ่งทุกอย่างตลอดเวลา แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง (หลายๆ ครั้งก็สร้างปัญหาใหม่ตามมาด้วย) ที่ผมไม่ชอบคือ คนประเภทนี้จะลืมสิ่งที่สำคัญมากๆ ในการทำงานเป็นทีมไปคือการสร้าง Tribe Knowledge กับ Delegate ครับ และสุดท้ายก็จะเป็นคอขวดจนหลายๆ อย่างเดินต่อไปไม่ได้ เพราะต้องรอคนๆ นี้</p>
<p>ท่ามกลางความเข้มข้นของเนื้อเรื่องใน The Phoenix Project จะมี Core Idea อยู่ 2 เรื่องหลักๆ คือ <em>4 Types of Works</em> และ <em>The Three ways</em> ครับ</p>
<p><img src="/book-review-the-phoenix-project/TETK2KlON_hu_b37bcec37a818510.webp"
       srcset="/book-review-the-phoenix-project/TETK2KlON_hu_b37bcec37a818510.webp 480w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="480" height="270"
       alt="dia11.jpeg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p><em>src: <a href="https://hennyportman.wordpress.com/2016/03/20/book-review-the-phoenix-project-a-novel-about-it-devops-and-helping-your-business-win/">https://hennyportman.wordpress.com/2016/03/20/book-review-the-phoenix-project-a-novel-about-it-devops-and-helping-your-business-win/</a></em></p>
<h2 id="4-types-of-works"><strong>4 Types of Works</strong></h2>
<p>ไอเดียแรกคือประเภทของงานครับ ในเรื่อง ด้วยความที่งานมันเข้มข้นแล้วถาโถมมากผมบอกเลยว่า นี่คือตัวช่วยตัวแรกที่ทำให้เราเข้าใจสิ่งต่างๆ ที่เราต้องทำในการทำงานแต่ละวันดีขึ้น ซึ่งกว่า Bill จะคิดออกว่าประเภทไหนเป็นประเภทไหน ก็ต้องเจอสถานการณ์ต่างๆ ก่อนซึ่งมาได้ถูกที่ ถูกเวลามาก โดยงาน 4 ประเภทแบ่งออกเป็น</p>
<ul>
<li><strong>Business Project</strong> — เป็นงานประเภทที่เราได้ requirement มาจาก Business Unit เพื่อตอบโจทย์บางอย่างของบริษัทซึ่งนี่คืองานหลักที่ Business ต้องการจากทีม IT</li>
<li><strong>Internal Project</strong> — งานประเภทนี้ไม่ได้ Drive มาจาก Business แต่เป็นความรับผิดชอบของทีม IT เองและทีม IT ต้องต่อสู้เพื่อให้ได้ Priority มา ซึ่งถ้าไม่ทำเราก็จะทำงานกันเองลำบากขึ้นเรื่อยๆ งานประเภทนี้เป็นจำพวกเช่น Patch Security, Upgrade Server, Storage, Network ฯลฯ</li>
<li><strong>Change</strong> — งานอย่างจาก Business Project, Internal Project หลายครั้งมันไม่ได้ทำรอบเดียวจบ เพราะอาจจะทำไปแล้วรู้ว่ามันไม่เวิร์คหรือมีการเปลี่ยน Requirement งานประเภทนี้จะไม่ยิ่งใหญ่เท่า Business Project หรือ Internal Project แต่ก็ต้องทำ เพราะไม่งั้น Business ก็ไปต่อไม่ได้</li>
<li><strong>Unplanned Work</strong> — งานข้างบนทั้ง 3 ประเภทที่พูดมา มักจะมี Timeline ที่ Business อยากได้หรือเราไปต่อรองมาครับ แต่เหตุผลหลักที่ทำให้งาน 3 ประเภทข้างบนมัน Delay หรือไม่ได้ทำซักที เพราะงานประเภทที่ 4 นี้ซึ่งก็คืองานที่อยู่ดีๆ ก็โผล่มาครับ อาจจะเป็น Server ระเบิด, ต้องแก้ Security patch ด่วนๆ (อารมณ์เหมือน log4j ล่าสุด) หรือต้องทำ Report ส่ง Audit อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ</li>
</ul>
<p>ซึ่งในแต่ละโปรเจ็ค เราก็จะมี Constraint หลักๆ อยู่เช่นเรามีคนที่ทำเรื่องนี้ได้แค่คนนี้จริงๆ และคนนี้ติด Business/Internal Project อยู่ ซึ่งหน้าที่ของ IT Manager เลยคือ พยายามลด Unplanned Work ให้ไปกระทบกับ Constraint ให้น้อยที่สุดเพราะมันไม่ได้สร้าง Business Value เลยโดย Practice ที่ผมเห็นใช้ในหนังสือคือ พยายามจะ Visualize งานต่างๆ ออกมาให้หมด (เพราะก่อนหน้านี้แทบไม่รู้เลยว่าต้องทำอะไรบ้าง รู้แต่ว่าทุกคนยุ่งมากๆ) แล้วจัดการ flow ของมัน ทีมของ Bill เลยเริ่มที่จะเอาอยู่ครับ</p>
<p>ซึ่งเรื่อง Constraint ในหนังสือเรื่องนี้ Refer กลับไปหา <strong>Theory of Constraints</strong> ของ Dr.Goldratt ในหนังสือ <a href="https://www.amazon.com/Goal-Process-Ongoing-Improvement/dp/0884271951">The Goal</a> โดยแบ่งเป็น 5 ขั้นคือ</p>
<ol>
<li>หา Constraint ใน Flow ให้เจอก่อน</li>
<li>พยายามทำความเข้าใจ Constraint นั้น</li>
<li>กันกิจกรรมอื่นๆ ไม่ให้ไปกระทบ Constraint</li>
<li>พยายามปรับปรุง Constraint นั้นให้ดีขึ้น</li>
<li>หา Constraint ใหม่ต่อไป</li>
</ol>
<h2 id="the-three-ways"><strong>The Three Ways</strong></h2>
<p>ส่วนของ The Three Ways ผมขอยก Quote จากหนังสือตอน Erik อธิบาย Bill ถึง The Three Ways มาทั้งก้อนเลยละกันครับ ตรงไปตรงมาดี</p>
<blockquote>
<p><em>“<strong>The First Way</strong> helps us understand how to create fast flow of work as it moves from Development into it Operations, because that’s what’s between the business and the customer.</em><br>
<br>
<em><strong>The Second Way</strong> shows us how to shorten and amplify feedback loops, so we can fix quality at the source and avoid rework.</em><br>
<br>
<em>And <strong>the Third Way</strong> shows us how to create a culture that simultaneously fosters experimentation, learning from failure, and understanding that repetition and practice are the prerequisites to mastery.”</em><br>
<br>
<em>Erik</em></p>
</blockquote>
<p>ซึ่งก็จะพาเรามาหาไอเดียหลักในเรื่องอีกอย่างนึงคือ IT Operation เนี่ยมันคล้ายกับการจัดการสายการผลิตมาก ลองนึกภาพดูนะครับ สายการผลิตเริ่มจากมี Raw material วิ่งเข้ามาในสายพาน เสร็จแล้วแต่ละส่วนก็ Transform มันให้เป็นชิ้นส่วนบางอย่างเฉพาะทาง แล้วก็จะมีอีกส่วนที่รวมชิ้นส่วนต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อเป็นผลผลิตที่ซับซ้อนกว่า ไปจนจบแล้วได้ชิ้นงานไปขายได้</p>
<p>งานของ IT Operation อย่างที่เราเห็นข้างบนมีงาน 4 ประเภทวิ่งเข้ามา แล้วเราต้องกระจายไปในทีมต่างๆ ที่ดูแลอยู่ เช่น จะสร้าง Production Server ใหม่ให้กับ Business Project ก็เริ่มจากต้อง Estimate load ขึ้นมา บอกจัดซื้อให้หาของมาให้ (ยังไม่ Cloud) เสร็จแล้ว Engineer ก็ประกอบ Hardware เข้าด้วยกันทั้ง Compute, Network, Storage พอชั้น Hardware เรียบร้อยก็ต้องติดตั้ง Software dependency อย่าง OS, Database, Runtime เรื่อยไปจนถึงติดตั้ง Application แล้วแมพ Network ทำ Smoke tests ก่อนที่จะ Release ให้ลูกค้าใช้งานได้</p>
<p><img src="/book-review-the-phoenix-project/ZoJUYr9OL_hu_1e5227f95317a88c.webp"
       srcset="/book-review-the-phoenix-project/ZoJUYr9OL_hu_eaace494d659fd08.webp 480w, /book-review-the-phoenix-project/ZoJUYr9OL_hu_1e5227f95317a88c.webp 960w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="960" height="937"
       alt="Screen Shot 2564-12-20 at 10.16.38.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p><em>ภาพจากเกม Assembly Line บน Android</em></p>
<p>ซึ่งการทำความเข้าใจว่า Operation เราทำงานยังไงนี่เป็นแค่ The First way เท่านั้นครับ ในส่วนของ The Second way จะเป็นเรื่องการ Optimize flow ของเราให้มันมีประสิทธิภาพที่สุดซึ่งก็จะอาศัย Practice หลายๆ อย่างเช่น Theory of Constraint, Managing WIP หรือ Automation มาช่วย เพื่อลด Feedback loop ให้ได้มากที่สุดและ Improve มันจาก Feedback นั้น</p>
<p>ผมเคยมีคำถามนะ ถ้าทุกๆ อย่างมันดีขึ้นแล้ว เอาอยู่แล้ว เราจะทำอะไรได้อีก คำตอบอยู่ใน The Third way ครับ ซึ่งผมพูดเลยว่า <em>“ในช่วงเวลาที่เราคิดว่าทุกอย่างมันดีอยู่ อาจจะมีอะไรบางอย่างมาทำลายสิ่งนั้นได้เสมอ ถ้าเราไม่เตรียมพร้อมตลอดเวลา”</em></p>
<p>สิ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงในอนาคตรวมถึงเป็นหลักประกันว่าเราจะเอาอยู่ในอนาคตคือ การที่เราเตรียมพร้อมตลอดเวลาโดยใช้ Practice อย่าง Chaos Engineering, Hackathon, Community of Practice ฯลฯ มาช่วยเพื่อที่จะรับมือการดับไฟในอนาคตครับ</p>
<p><img src="/book-review-the-phoenix-project/ieCNqIgSD_hu_e95cc1624fdb5f79.webp"
       srcset="/book-review-the-phoenix-project/ieCNqIgSD_hu_f44de332e1deeae3.webp 480w, /book-review-the-phoenix-project/ieCNqIgSD_hu_d1b513af6b7b20f7.webp 960w, /book-review-the-phoenix-project/ieCNqIgSD_hu_e95cc1624fdb5f79.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="1081"
       alt="153580.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<h2 id="conclusion"><strong>Conclusion</strong></h2>
<p>ถ้าคุณชอบ <a href="https://www.amazon.com/Five-Dysfunctions-Team-Leadership-Fable/dp/0787960756">The Five Dysfunctions of a Team</a> ของ Patrick Lencioni คุณจะชอบหนังสือเล่มนี้ เพราะนอกจากวิธีการเล่าเรื่องที่ทำให้เราติดได้แบบ Cover to Cover ต้องยอมรับว่า Outcome ที่ได้จากการอ่านหนังสือเล่มนี้มันเยอะมากจริงๆ</p>
<p>สิ่งที่ผมอยากจะย้ำอีกครั้งคือ หนังสือเล่มนี้ออกมาตอนปี 2013 ในโลกที่ Business เริ่มจะคิดได้ว่า IT สำคัญแค่ไหนกับองค์กร แต่ยังไม่รู้จะทำยังไงและการคิดว่าจะถ่ายทอดมันยังไงยิ่งยากไปใหญ่ และหนังสือเล่มนี้มันทำได้ครับ</p>
<p>อย่างไรก็ตามถึงแม้ว่าปีนี้จะปี 2021 แล้ว แต่จากประสบการณ์ผมหลายๆ องค์กรยังไม่สามารถที่จะทำให้เกิด The Three Way ได้ครับ แต่ก็ง่ายขึ้นกว่าตอนหนังสือออกมาตอนปี 2013 มาก แต่อุปสรรคในเรื่องนี้จริงๆ ไม่ใช่ Tech ครับ แต่มันอยู่ที่ Culture ซึ่งหลังจากอ่านจบผมเชื่อว่า หนังสือเล่มนี้ทำให้คนเห็นภาพได้ คนที่มีอำนาจตัดสินใจได้เข้าใจภาพได้มากขึ้นว่า IT Operation มันสำคัญกับ Business แค่ไหน</p>
<p>และสุดท้ายในหนังสือจะมีการพูดถึง Talk ของ John Allspaw กับ Paul Hammond เรื่อง <a href="https://www.youtube.com/watch?v=LdOe18KhtT4">10+ Deploys Per Day: Dev and Ops Cooperation at Flickr</a> ส่วนตัวผมมีโอกาสไปดูมาแล้วแล้วมันเป็น talk ที่ดีมากๆ อันนึงเลยครับ อยากให้มีโอกาสได้ฟังกัน</p>
]]></content:encoded></item><item><title>Make Time | โลกมันวุ่นวาย แต่เรายังหาความสงบได้นะ</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/make-time/</link><pubDate>Thu, 18 Nov 2021 13:10:00 +0700</pubDate><guid>https://yothinix-com.pages.dev/make-time/</guid><description>&lt;p&gt;เคยมีความรู้สึกแบบนี้มั้ยครับ อารมณ์ประมาณว่า อยากจะเรียนคอร์สนั้นที่ซื้อไว้ตั้งนานแล้วให้จบ อยากจะอ่านหนังสือเล่มที่ซื้อเมื่อเดือนก่อน อยากจะทำ side project ที่คิดไว้ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อยากจะมีทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตกับคนที่เราแคร์ดีขึ้น อะไรแบบนี้ แต่รู้ตัวอีกทีก็หมดวันละ และพอมองไปรอบๆ ตัวก็จะเห็นอนุเสาวรีย์ของความสิ้นหวังวางอยู่ ซึ่งหลายๆ ครั้งทุกปัญหามันจะกลับมาที่สิ่งเดียวคือ เราอยากมีเวลามากกว่านี้เหลือเกิน&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ถ้าคุณมีความรู้สึกแบบนี้ ยินดีด้วยคุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว ผมก็เป็นและอีกหลายๆ คนก็เป็นครับ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ ส่วนตัวผมเองก็ปล่อยมันไว้นานมาก แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองยุ่งมากทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม มันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่ตื่นนอน จนนอนหลับ เรื่อยไปจนเสาร์ อาทิตย์ จนแทบไม่เคยได้อยู่กับตัวเอง&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ผมเป็นอย่างนั้นมาตลอด หลายเดือนมากจนกระทั่งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาผมป่วย ซึ่งตอนแรกเหมือนจะหายเร็ว เอาไปเอามากินเวลาไป 2 สัปดาห์เต็มๆ กว่าจะดีขึ้น ซึ่ง 2 สัปดาห์ที่นอนป่วย ที่ต้องพักผ่อน ให้ยาผ่านสายน้ำเกลือ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยที่ผมได้หยุดจริงๆ คำว่าหยุดผมหมายถึงทุกอย่างที่ผมบอกว่าผมยุ่งมาก ทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม ทุกอย่างหยุดหมด&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;&lt;img src="https://yothinix-com.pages.dev/make-time/MXGIjWIr1_hu_2218143e0ed271c8.webp"
srcset="https://yothinix-com.pages.dev/make-time/MXGIjWIr1_hu_e1a79c79419a26c6.webp 480w, https://yothinix-com.pages.dev/make-time/MXGIjWIr1_hu_2218143e0ed271c8.webp 960w"
sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
width="960" height="801"
alt="147649.jpg"
loading="lazy" decoding="async"&gt;&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;ในช่วงเวลานั้นแรกๆ สิ่งที่ผมทำนอกจาก กินกับนอน คือไถมือถือไปเรื่อยๆ ไถจนแอพมันล็อกแล้วแจ้งเตือนว่า Digital balance วันนี้หมดแล้วนะ ช่วงแรกๆ ผมก็กด ignore มันไปแล้วก็ไถๆ ต่อจนนอน วนอยู่อย่างนี้หลายวัน จนวันนึงเหมือนผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอะไรอยู่วะ แล้วผมซึ่งหยิบ Kindle มาด้วยพอดีก็เปิดหนังสือ Make Time ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หลังจากที่เคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว แล้วผมค้นพบว่า มันกลับมาหาผมได้ถูกช่วงเวลาชีวิตมาก&lt;/p&gt;</description><content:encoded><![CDATA[<p>เคยมีความรู้สึกแบบนี้มั้ยครับ อารมณ์ประมาณว่า อยากจะเรียนคอร์สนั้นที่ซื้อไว้ตั้งนานแล้วให้จบ อยากจะอ่านหนังสือเล่มที่ซื้อเมื่อเดือนก่อน อยากจะทำ side project ที่คิดไว้ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อยากจะมีทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตกับคนที่เราแคร์ดีขึ้น อะไรแบบนี้ แต่รู้ตัวอีกทีก็หมดวันละ และพอมองไปรอบๆ ตัวก็จะเห็นอนุเสาวรีย์ของความสิ้นหวังวางอยู่ ซึ่งหลายๆ ครั้งทุกปัญหามันจะกลับมาที่สิ่งเดียวคือ เราอยากมีเวลามากกว่านี้เหลือเกิน</p>
<p>ถ้าคุณมีความรู้สึกแบบนี้ ยินดีด้วยคุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว ผมก็เป็นและอีกหลายๆ คนก็เป็นครับ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ ส่วนตัวผมเองก็ปล่อยมันไว้นานมาก แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองยุ่งมากทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม มันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่ตื่นนอน จนนอนหลับ เรื่อยไปจนเสาร์ อาทิตย์ จนแทบไม่เคยได้อยู่กับตัวเอง</p>
<p>ผมเป็นอย่างนั้นมาตลอด หลายเดือนมากจนกระทั่งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาผมป่วย ซึ่งตอนแรกเหมือนจะหายเร็ว เอาไปเอามากินเวลาไป 2 สัปดาห์เต็มๆ กว่าจะดีขึ้น ซึ่ง 2 สัปดาห์ที่นอนป่วย ที่ต้องพักผ่อน ให้ยาผ่านสายน้ำเกลือ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยที่ผมได้หยุดจริงๆ คำว่าหยุดผมหมายถึงทุกอย่างที่ผมบอกว่าผมยุ่งมาก ทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม ทุกอย่างหยุดหมด</p>
<p><img src="/make-time/MXGIjWIr1_hu_2218143e0ed271c8.webp"
       srcset="/make-time/MXGIjWIr1_hu_e1a79c79419a26c6.webp 480w, /make-time/MXGIjWIr1_hu_2218143e0ed271c8.webp 960w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="960" height="801"
       alt="147649.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ในช่วงเวลานั้นแรกๆ สิ่งที่ผมทำนอกจาก กินกับนอน คือไถมือถือไปเรื่อยๆ ไถจนแอพมันล็อกแล้วแจ้งเตือนว่า Digital balance วันนี้หมดแล้วนะ ช่วงแรกๆ ผมก็กด ignore มันไปแล้วก็ไถๆ ต่อจนนอน วนอยู่อย่างนี้หลายวัน จนวันนึงเหมือนผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอะไรอยู่วะ แล้วผมซึ่งหยิบ Kindle มาด้วยพอดีก็เปิดหนังสือ Make Time ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หลังจากที่เคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว แล้วผมค้นพบว่า มันกลับมาหาผมได้ถูกช่วงเวลาชีวิตมาก</p>
<p><strong><a href="https://maketime.blog/">Make Time</a></strong> เป็นเรื่องของการหาเวลาเพื่อให้เราได้ทำในสิ่งที่เราอยากทำครับ ไอเดียของหนังสือเล่มนี้มันง่ายแบบนี้เลย ซึ่งแบ่งเป็น 3 ขั้นตอนหลัก และ 1 ขั้นตอนเสริม</p>
<p><img src="/make-time/JLcGQXhN0_hu_aca26315b3464588.webp"
       srcset="/make-time/JLcGQXhN0_hu_32466754a2eccba.webp 480w, /make-time/JLcGQXhN0_hu_aca26315b3464588.webp 960w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="960" height="683"
       alt="four-steps-1024x728.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<ul>
<li><strong>Highlight</strong> - อย่างแรกเลยคือ เราต้องหาว่า เราอยากทำอะไร ซึ่งมันเป็นอะไรก็ได้ที่เราอยากทำ แต่รู้สึกว่าไม่มีเวลาที่จะทำมันซักที</li>
<li><strong>Laser</strong> - อย่างที่สองคือ เลเซอร์หรือโฟกัส จะเป็นเทคนิคที่ช่วงให้เราได้ทำสิ่งที่เราอยากทำจริงๆ ไม่วอกแวกไปไหน</li>
<li><strong>Reflect</strong> - อย่างที่สามคือ การย้อนกลับมาทบทวนในแต่ละวันว่า วันนี้เราได้ทำสิ่งที่เราอยากทำไปรึยัง รู้สึกยังไงบ้าง ลองเทคนิคอะไรไปบ้าง พรุ่งนี้อยากลองอะไร</li>
</ul>
<p>นอกจากนั้นยังมีอีก 1 ขั้นตอนเสริมเรียกว่า <strong>Energize</strong> หรือการเพิ่มพลังในการโฟกัส เพื่อที่เราจะได้มีพลังงานความพร้อมเหลือพอที่จะทำในสิ่งที่เราอยากจะทำและมีพลังเหลือเพื่อวันต่อๆ ไป</p>
<p>ซึ่งในแต่ละขั้นตอนจะมีเทคนิคเยอะมากรวมๆ แล้วเกือบๆ 90 เทคนิค ซึ่งยังไม่รวมเทคนิคเสริมในเว็บไซต์ที่อัพเดทเพิ่มมาเรื่อยๆ อีกด้วย ซึ่งต้องบอกก่อน (และในหนังสือก็บอกเหมือนกัน) ว่าไม่ใช่ทุกเทคนิคที่จะใช้ได้กับทุกๆ คน เราต้องลองด้วยตัวเอง แล้วลอง Reflect ดูว่า อันนี้มันเวิร์คกับเรามั้ยนะ แล้วก็อย่าไปซีเรียสกับมันมาก มันไม่ใช่ข้อสอบถ้าไม่เวิร์คก็แค่ลองใหม่ หรือไปลองเทคนิคอื่น ข้างล่างนี้คือบางส่วนของเทคนิคที่ผมลองแล้วเวิร์คสำหรับผมครับ</p>
<p><strong>1. Write It Down</strong> - อันนี้ตรงๆ ตัวเลยครับ เป็นการที่เราเขียนสิ่งที่เราอยากจะทำในวันนั้นใส่ลงในโพสอิท เป็นการประกาศว่า เห้ยเราจะทำสิ่งนี้นะวันนี้ ไม่มีอะไรจะห้ามเราได้ ซึ่งข้อดีของการเขียนลงโพสอิท แล้วแปะไว้ใต้จอคอมพิวเตอร์ คือมันจะคอยเตือนเราว่า อย่าลืมทำนะ อย่าลืมทำนะ อย่าลืมทำนะ อยู่ทั้งวันครับ</p>
<p><strong>17. Try a Distraction Free Phone</strong> - ส่วนตัวผมเป็นคนติดมือถือมาก อย่างที่ผมเล่าไว้ข้างบน ผมสามารถไถหน้าจอ Facebook, Twitter หรือในหนังสือเรียกว่า Infinity Pool ได้ทั้งวัน ซึ่งวันที่ผมตัดสินใจลองเทคนิคนี้แรกๆ ผมแค่ไม่หยิบมันขึ้นมา (<strong>22. Leave Devices Behind</strong>) พอรู้สึกว่า เออมันก็ทำได้นี่หว่า ผมก็เลยตัดสินใจลบแอพ Email ก่อนเลยอย่างแรก (<strong>24. Block Distraction Kryptonite</strong>) เรื่อยไปถึง Social Network แล้วผมก็จัดการเคลียร์หน้าจอ (<strong>20. Clear your homescreen</strong>) ที่ตอนแรกมีแอพที่ผมใช้บ่อยๆ ทุกอย่างออกให้หมดเหลือแต่ โทรศัพท์ กับ Messaging นอกจากนั้นผมไปที่ setting ของมือถือแล้วปิดแจ้งเตือนเกือบทุกแอพ (<strong>19.Nix Notifications</strong>) ออกหมดเลยเหลือไว้แค่ที่จำเป็น</p>
<p><img src="/make-time/k3ph2pJG1_hu_a87885c7523a061b.webp"
       srcset="/make-time/k3ph2pJG1_hu_98c6fa591b778094.webp 480w, /make-time/k3ph2pJG1_hu_85ad30f3c1837d8f.webp 960w, /make-time/k3ph2pJG1_hu_a87885c7523a061b.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="1440"
       alt="BeFunky-collage.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p><strong>23. Skip the Morning Check-In</strong> - ผมว่าหลายคนเป็นรวมถึงผมเองด้วยที่ทุกเช้า สิ่งแรกที่เราทำหลังจากตื่นมาคือ การหยิบมือถือขึ้นมาเช็คว่ามีแจ้งเตือนอะไรบ้างระหว่างที่เรานอนหลับ ข้อนี้คือตรงกันข้ามกันคือ ตอนเช้าแทนที่จะหยิบมือถือมาเช็ค ก็ไปทำอาหารบ้าง อาบน้ำเร็วขึ้นบ้าง หรือบางครั้งก็แค่มองออกไปนอกหน้าต่างเฉยๆ และดื่มด่ำกับช่วงเวลาที่ในหัวเรายังไม่มีเรื่องอะไรต้องคิด ซึ่งการเปลี่ยนข้อนี้ผมทำร่วมกับ (<strong>83. Make your Bedroom a Bed room</strong>) ซึ่งไม่เอา Device อะไรเข้าไปในห้องนอนเลย อาจจะยกเว้น Kindle ไว้แต่ก็ห้ามเปิดแสง backlight ของจอด้วย</p>
<p>ก่อนที่จะไปต่อ ผมอยากบอกว่า 2 ข้อข้างบนนี่แหละ ที่เปลี่ยนชีวิตผมไปเลย มันทำให้ผมเจอสิ่งที่ตามหามานานมากๆ ในโลกที่เราแทบจะ Connect หากันตลอดเวลา สิ่งนั้นเรียกว่า <strong>ความสงบ</strong> ครับ เราไม่จำเป็นต้องรู้ตลอดก็ได้ว่าโลกเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือถ้าเกิดความสงสัยขึ้นมาผมถามกับตัวเองดังๆ ทุกครั้งว่า <strong>ถ้าเรารู้ตอนนี้มันจะต่างกับเรารู้พรุ่งนี้มั้ย?</strong> ซึ่งหลายๆ ครั้ง คำตอบมันคือ <strong>ไม่ต่าง</strong></p>
<p><strong>26. Put Your Toys Away</strong> - ข้อนี้มันง่ายมากๆ และผมประหลาดใจกับผลลัพธ์มาก มันคือการที่เราปิด Bookmark toolbar ใน Browser ของเราไปครับ ซึ่งผมเชื่อว่าหลายๆ คนรวมถึงตัวผมเองด้วย bookmark toolbar จะเต็มไปด้วยเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ อยู่แค่ปลายนิ้วคลิก นอกจากนั้นเรายังต้องเปลี่ยนหน้า New Tab ของ Browser แทนที่จะแสดงเว็บที่เราเข้าบ่อยสุด ให้แสดงภาพ Wallpaper เกลี้ยงๆ หรืออาจจะมีเวลาบอก แค่นั้นเลยครับ แล้วผมค้นพบว่า มันเพิ่มความสงบในการใช้คอมพิวเตอร์ขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเลย เพราะเราไม่มีสิ่งที่เตือนเราถึงสิ่งต่างๆ อยู่ในสายตาเลยครับ</p>
<p><img src="/make-time/ClxcIzf-X_hu_2b5be12e775caaba.webp"
       srcset="/make-time/ClxcIzf-X_hu_7b139f7c5fa01d0d.webp 480w, /make-time/ClxcIzf-X_hu_76d61fa4e072a4bd.webp 960w, /make-time/ClxcIzf-X_hu_2b5be12e775caaba.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="955"
       alt="Screen Shot 2564-11-18 at 18.38.57.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p><strong>55. Make a “Random Question” List</strong> - เคยมั้ยครับที่เวลาเราโฟกัสอะไรซักอย่างอยู่ มันจะมีไอเดียแว็บขึ้นมาในหัวที่บางครั้งมันก็อาจจะเกี่ยว หรือไม่เกี่ยวกับสิ่งที่เราทำตรงหน้าเลย เทคนิคนี้คือการที่เราแค่ถ้าเกิดไอเดียแว็บขึ้นมา ให้จดมันลงไปบนกระดาษครับ แล้วก็กลับมาโฟกัสกับสิ่งที่เราทำตรงหน้าต่อ</p>
<p>จริงๆ ต้องบอกว่า มีอีกหลายเทคนิคมากครับ แต่แค่นี้คือที่คิดมาเร็วๆ แล้วมีผลกับตัวเองมากจริงๆ ซึ่งในส่วนของการ Reflect นั้น ด้วยความที่ขั้นตอนมันง่ายมาก มันเลยมาแทนที่ Journal ที่ผมทำแต่ก่อนไปได้เลย ซึ่งของพวกนี้ทำใน Notion ง่ายมากแค่สร้างตารางแล้วก็แค่มาทำมันทุกวัน</p>
<p><img src="/make-time/bHs1IoqLa_hu_b39623a1cb03064e.webp"
       srcset="/make-time/bHs1IoqLa_hu_77f62139c9e6558.webp 480w, /make-time/bHs1IoqLa_hu_d0c56b4ed4c4fd8d.webp 960w, /make-time/bHs1IoqLa_hu_b39623a1cb03064e.webp 1440w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="1440" height="806"
       alt="Screen Shot 2564-11-18 at 18.40.39.png"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ผมเริ่มใช้เทคนิคนี้ได้ประมาณ 2 อาทิตย์กว่าๆ เองครับ รวมเวลาที่ป่วยด้วย แต่ยอมรับว่า ความต่างมันเยอะมาก อย่างแรกเลยคือ ผมแทบไม่ค่อยหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่นเวลาเบื่อๆ เลย เพราะมันไม่มีอะไรให้เล่นในนั้น หรืออย่างเวลากินข้าว ที่แต่ก่อนผมก็หยิบโทรศัพท์เล่นไปด้วย ก็เริ่มจะคุยกันคนข้างตัวมากขึ้น ทำให้ความสัมพันธ์มันดีขึ้นด้วย ไม่ต้องเจอแฟนบ่นว่าติด Social Network มากหรือใจลอยไม่ค่อยได้ยินแฟนพูดแบบแต่ก่อน นอกจากนั้นผมเริ่มอ่านหนังสือได้เยอะขึ้นมากๆ อย่างน้อยตอนนี้อ่านจบไปเล่มนึงแล้วคือ Make Time ในเวลาไม่กี่วัน และได้เริ่มอ่านอีกหลายเล่มพร้อมๆ กันในช่วงนี้ ฯลฯ มีอีกหลายอย่างมากที่อยู่ดีๆ ก็มีเวลาทำขึ้นมา ทั้งที่จริงๆ ผมก็มี 24 ชม. ไม่ต่างจากก่อนหน้านี้</p>
<p>เอาเป็นว่า ถ้าใครรู้สึกว่ายุ่งๆ ควบคุมชีวิตตัวเองไม่ค่อยได้ ไหลไปตามความต้องการของคนอื่น รู้สึกว่าไม่ค่อยได้ทำอะไรที่อยากทำ ผมแนะนำเล่มนี้เลยครับ สำหรับผมมันช่วยมากและพาให้ผมมารู้จัก ความสงบ ในโลกนี้อีกครั้ง นอกจากนั้นยังมีแปลไทยด้วยในชื่อ <strong>ยุ่งจริง! หรือแค่คิดไปเอง</strong> ก็ลองไปหามาอ่านกันได้ครับ แล้วจริงๆ มีอีกเล่มที่อยากแนะนำคือ <a href="https://basecamp.com/books/calm">It Doesn’t Have To Be Crazy At Work</a> อีกเล่ม แต่อ่านค้างไว้หลายเดือนแล้วยังไม่จบ ถ้าอ่านจบอาจจะได้มารีวิวให้อ่านกันอีกครั้งครับ</p>
]]></content:encoded></item><item><title>เอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือนะ 📚🤔</title><link>https://yothinix-com.pages.dev/when-to-read/</link><pubDate>Sat, 13 Mar 2021 12:42:00 +0700</pubDate><guid>https://yothinix-com.pages.dev/when-to-read/</guid><description>&lt;p&gt;เหตุเกิดจากเมื่อวานมีน้องในทีมอยู่ดีๆ มาถามว่า &amp;ldquo;พี่เอาเวลาตอนไหนไปอ่านหนังสือนะ&amp;rdquo; ตอนนั้นคือไม่รู้ว่าจะมีเวลาเท่าไรเลยตอบแบบสั้นๆ ไป&lt;/p&gt;
&lt;blockquote&gt;
&lt;p&gt;ทุกช่วงเวลาที่ว่างนะแหละ&lt;/p&gt;
&lt;/blockquote&gt;
&lt;p&gt;แล้วหลังจากนั้นผมก็ยกตัวอย่างช่วงเวลาที่ว่างที่พอจะนึกออกเช่น ระหว่างรอสั่งข้าว, ยืนบนรถไฟฟ้า,​ นั่งขี้, ก่อนนอน,​ ตื่นนอน ฯลฯ แต่กลัวว่าจะไม่เกทเลยรู้สึกว่าต้องมีเขียนบล็อกต่อนี่แหละ&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="มนเรมมาจากความเจบปวด"&gt;&lt;strong&gt;มันเริ่มมาจากความเจ็บปวด&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;จริงๆ มันมีที่มาว่าผมรู้สึกแย่มากที่ตัวเองไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านหนังสือ แบบ เห้ย เรารู้นะว่าการอ่านหนังสือมันดี พออ่านแล้วชีวิตเราดีขึ้น เราก็อยากจะอ่านมัน แต่แค่อยากมันไม่ได้ไง ยิ่งช่วงหลังๆ ที่มีสิ่งเร้าเยอะมาก เช่น พอกลับถึงคอนโด ก็เปิดทีวีเลย หรือถ้าว่างก็หยิบมือถือขึ้นมาไถๆ Facebook, Twitter ทำให้เราไม่มีที่ว่างให้หนังสือเลย&lt;/p&gt;
&lt;p&gt;แต่ถึงจะไม่มีเวลาให้หนังสือ แต่ผมสามารถซื้อหนังสือมาเติมได้เรื่อยๆ ด้วยจังหวะชีวิตที่พอเข้าฟิตเนส แล้วออกมามี Routine ว่าจะต้องแวบเข้าไปร้านหนังสือ มันทำให้จำได้เลยว่า เล่มไหนเพิ่งวางแผง เล่มไหนเล็งไว้ก่อนหน้านี้ คือสามารถ git diff ชั้นหนังสือดูได้เลยว่าอะไรเปลี่ยนไปตรงไหน&lt;/p&gt;
&lt;h2 id="แกทพฤตกรรมกอนเลย"&gt;&lt;strong&gt;แก้ที่พฤติกรรมก่อนเลย&lt;/strong&gt;&lt;/h2&gt;
&lt;p&gt;ตอนช่วงที่ผมแบบไม่ไหวแล้วโว้ย &amp;ldquo;อยากอ่านหนังสือ&amp;quot;​ เป็นช่วงเวลากับที่ผมเริ่มทำ Bujo ใหม่อีกรอบแล้วเอา tooling อย่าง Habit Tracker มาช่วยด้วย (อ่านได้ในบล็อก &lt;a href="https://yothinix-com.pages.dev/bujo"&gt;เรากลับมาทำ BuJo ได้หนึ่งเดือนแล้ว&lt;/a&gt; ครับ) แต่ที่ผมไม่ได้พูดถึงในนั้นมีอยู่ 2 เรื่องครับ&lt;/p&gt;
&lt;ul&gt;
&lt;li&gt;ตอนผมทำ Tracker ผม Challenge ตัวเองหนักมากว่าต้องได้ Streak เยอะๆ คือไม่ต้องอ่านเยอะ แต่ต้องอ่านทุกวัน มันเลยค่อยๆ เริ่มจากอ่านใน BTS ตอนที่ยังต้องนั่งยาวๆ ไป 40 นาที ไปกลับก็​ 1 ชั่วโมง 20 นาทีละ ที่จะได้อยู่กับหนังสือ&lt;/li&gt;
&lt;li&gt;จังหวะที่ระบายสีลงในช่องแต่ละวันว่าเราได้อ่าน นี่มันฟินมากครับ ตอนผ่านไปอาทิตย์แรกนี่ก็ฟินแล้ว ว่าโห เราทำได้ติดต่อกันถึง 7 วันเลยเหรอ แล้วด้วยความกลัวเสียสถิติ ผมเลยพยายามทำลายสถิติตัวเองมากขึ้นทุกวัน&lt;/li&gt;
&lt;/ul&gt;
&lt;p&gt;ซึ่งตอนแก้พฤติกรรมมันเหนื่อยนะ และผมอยากให้รางวัลกับมันบ้าง จริงๆ เป้าหมายผมตอนนั้นง่ายมาก คือผมอยากได้ Kindle มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยละ แล้วก็ไม่มีโอกาสซักที พอถามแฟน แฟนก็บอกว่า อยากได้มาเดี๋ยวก็เบื่อ เลย Challenge กับตัวเองว่า ถ้าอ่านหนังสือได้ 30 วันติด จะถอยเลย ซึ่งทำได้จริงๆ นะ แล้วก็ถอยมาเลย Kindle Paperwhite ทำให้รู้สึกสนุกกับตอนอ่านหนังสือมากขึ้นอีก&lt;/p&gt;</description><content:encoded><![CDATA[<p>เหตุเกิดจากเมื่อวานมีน้องในทีมอยู่ดีๆ มาถามว่า &ldquo;พี่เอาเวลาตอนไหนไปอ่านหนังสือนะ&rdquo; ตอนนั้นคือไม่รู้ว่าจะมีเวลาเท่าไรเลยตอบแบบสั้นๆ ไป</p>
<blockquote>
<p>ทุกช่วงเวลาที่ว่างนะแหละ</p>
</blockquote>
<p>แล้วหลังจากนั้นผมก็ยกตัวอย่างช่วงเวลาที่ว่างที่พอจะนึกออกเช่น ระหว่างรอสั่งข้าว, ยืนบนรถไฟฟ้า,​ นั่งขี้, ก่อนนอน,​ ตื่นนอน ฯลฯ แต่กลัวว่าจะไม่เกทเลยรู้สึกว่าต้องมีเขียนบล็อกต่อนี่แหละ</p>
<h2 id="มนเรมมาจากความเจบปวด"><strong>มันเริ่มมาจากความเจ็บปวด</strong></h2>
<p>จริงๆ มันมีที่มาว่าผมรู้สึกแย่มากที่ตัวเองไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านหนังสือ แบบ เห้ย เรารู้นะว่าการอ่านหนังสือมันดี พออ่านแล้วชีวิตเราดีขึ้น เราก็อยากจะอ่านมัน แต่แค่อยากมันไม่ได้ไง ยิ่งช่วงหลังๆ ที่มีสิ่งเร้าเยอะมาก เช่น พอกลับถึงคอนโด ก็เปิดทีวีเลย หรือถ้าว่างก็หยิบมือถือขึ้นมาไถๆ Facebook, Twitter ทำให้เราไม่มีที่ว่างให้หนังสือเลย</p>
<p>แต่ถึงจะไม่มีเวลาให้หนังสือ แต่ผมสามารถซื้อหนังสือมาเติมได้เรื่อยๆ ด้วยจังหวะชีวิตที่พอเข้าฟิตเนส แล้วออกมามี Routine ว่าจะต้องแวบเข้าไปร้านหนังสือ มันทำให้จำได้เลยว่า เล่มไหนเพิ่งวางแผง เล่มไหนเล็งไว้ก่อนหน้านี้ คือสามารถ git diff ชั้นหนังสือดูได้เลยว่าอะไรเปลี่ยนไปตรงไหน</p>
<h2 id="แกทพฤตกรรมกอนเลย"><strong>แก้ที่พฤติกรรมก่อนเลย</strong></h2>
<p>ตอนช่วงที่ผมแบบไม่ไหวแล้วโว้ย &ldquo;อยากอ่านหนังสือ&quot;​ เป็นช่วงเวลากับที่ผมเริ่มทำ Bujo ใหม่อีกรอบแล้วเอา tooling อย่าง Habit Tracker มาช่วยด้วย (อ่านได้ในบล็อก <a href="/bujo">เรากลับมาทำ BuJo ได้หนึ่งเดือนแล้ว</a> ครับ) แต่ที่ผมไม่ได้พูดถึงในนั้นมีอยู่ 2 เรื่องครับ</p>
<ul>
<li>ตอนผมทำ Tracker ผม Challenge ตัวเองหนักมากว่าต้องได้ Streak เยอะๆ คือไม่ต้องอ่านเยอะ แต่ต้องอ่านทุกวัน มันเลยค่อยๆ เริ่มจากอ่านใน BTS ตอนที่ยังต้องนั่งยาวๆ ไป 40 นาที ไปกลับก็​ 1 ชั่วโมง 20 นาทีละ ที่จะได้อยู่กับหนังสือ</li>
<li>จังหวะที่ระบายสีลงในช่องแต่ละวันว่าเราได้อ่าน นี่มันฟินมากครับ ตอนผ่านไปอาทิตย์แรกนี่ก็ฟินแล้ว ว่าโห เราทำได้ติดต่อกันถึง 7 วันเลยเหรอ แล้วด้วยความกลัวเสียสถิติ ผมเลยพยายามทำลายสถิติตัวเองมากขึ้นทุกวัน</li>
</ul>
<p>ซึ่งตอนแก้พฤติกรรมมันเหนื่อยนะ และผมอยากให้รางวัลกับมันบ้าง จริงๆ เป้าหมายผมตอนนั้นง่ายมาก คือผมอยากได้ Kindle มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยละ แล้วก็ไม่มีโอกาสซักที พอถามแฟน แฟนก็บอกว่า อยากได้มาเดี๋ยวก็เบื่อ เลย Challenge กับตัวเองว่า ถ้าอ่านหนังสือได้ 30 วันติด จะถอยเลย ซึ่งทำได้จริงๆ นะ แล้วก็ถอยมาเลย Kindle Paperwhite ทำให้รู้สึกสนุกกับตอนอ่านหนังสือมากขึ้นอีก</p>
<p>เพราะทุกครั้งที่หยิบ Kindle ขึ้นมาอ่าน มันจะคอยเตือนว่า กว่าจะได้อิเครื่องนี้มาเนี่ย ต้องอ่านหนังสือติดต่อกัน 30 วันเลยนะ &ldquo;ใช้ให้คุ้มนะ&rdquo; - เสียงตัวเองตอนพยายามเปลี่ยนพฤติกรรมบอกมา</p>
<p><img src="/when-to-read/3xxpvgGpZ_hu_7f78eb80bf88e0df.webp"
       srcset="/when-to-read/3xxpvgGpZ_hu_7f78eb80bf88e0df.webp 295w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="295" height="640"
       alt="111497.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>เดี๋ยวนี้ยัง Track อยู่นะ แต่ใน Kindle แทน ง่ายกว่า</p>
<h2 id="วธทไมเวรค-สำหรบผม"><strong>วิธีที่ไม่เวิร์ค (สำหรับผม)</strong></h2>
<p>จริงๆ พอเราไป search Google มันจะมีวิธีมากมายที่จะ &ldquo;ช่วยให้เราอ่านหนังสือได้มากขึ้น&rdquo; อันนี้คือสิ่งที่ผมเคยลองแล้วไม่เวิร์ค</p>
<ul>
<li>
<p><strong>อ่านก่อนนอน/ตื่นนอนทุกวัน</strong> - ก่อนอื่นเลยผมยังอ่าน ก่อนนอน/ตื่นนอน อยู่นะ แต่สิ่งสำคัญคือ &ldquo;ไม่ทุกวัน&rdquo; เพราะบางวันเราเหนื่อยจริงๆ ก็ไม่ต้องฝืนครับ ไม่งั้นหนังสือ มันจะตกมาทับหัวเราได้ แต่ในเคสตอนตื่น นี่ก็ไม่ไหวเพราะบางทีมันก็ง่วง จนอ่านๆ ไปแล้วตาหลายหลงบรรทัดบ่อยมาก สำหรับข้อนี้ผมเลยทำบ้าง ถ้ามีความอยาก แต่ไม่ได้ทำ &ldquo;ทุกวัน&rdquo;</p>
</li>
<li>
<p><strong>พกหนังสือติดตัวไว้ 2-3 เล่ม จะได้อ่านได้</strong> - ส่วนตัวผมเป็นคนเบื่อง่ายครับ เพราะฉะนั้นผมเลยไม่อ่านหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่งยาวๆ ติดต่อกัน แต่จะอ่านสลับไป สลับมาหลายๆ เล่มแทน ซึ่งอันนี้ปัญหาหลักเลยคือมันหนัก แต่แก้ได้ด้วย Kindle ครับ</p>
</li>
<li>
<p><strong>อ่านวันละหน้า</strong> - อันนี้ก็ไม่เวิร์คสำหรับผมนะ เพราะเวลาอ่านแล้ว จะชอบไปจนจบ Chapter หรือย่อหน้านึงก็ยังดี พอบังคับตัวเองให้อยู่ในหน้าเดียวแล้ว ผมค้างคาหนะ เอะหรือว่ามันเป็น Goal ของวิธีนี้นะ</p>
</li>
</ul>
<h2 id="วธทเวรค-สำหรบผมเชนกน"><strong>วิธีที่เวิร์ค (สำหรับผมเช่นกัน)</strong></h2>
<ul>
<li><strong>อย่าไปจำกัดมันแค่ Physical book</strong> - คือหนังสือ มันมีหลาย Format ไง จะไปรออ่านเป็นเล่มจริงๆ ก็กว่าจะถึงบ้าน (แต่บางเล่มมันก็มีแต่ Physical จริงๆ) ถึงจะได้อ่าน หรือต้องแบกไปถึงจะได้อ่าน ซึ่งพอมาอ่านบน ebook มันก็จะเข้าถึงได้ตลอดเวลามากกว่า ขี้เกียจหยิบ Kindle หยิบมือถือได้ มีจังหวะว่างตอนเปิดคอมก็อ่านในคอมได้ คืออ่านได้ทุกที่ ทุกเวลาครับ ตราบใดที่มี electronics device แต่ข้อเสียคือ หนังสือไทยดีๆ ยังไม่อยู่ใน ebook ครับ</li>
<li><strong>ช่วงเวลานักไถ</strong> - ผมเชื่อว่าถ้าเรามีเวลาหยิบมือถือมาไถ Facebook/Twitter ได้ ช่วงเวลานั้นแหละ เราก็อ่านหนังสือได้เช่นกัน <strong>แล้วนี่น่าจะเป็นตัวหลักเลยที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อ่าน</strong> แต่จะทำไม่ได้เลย ถ้าขาดข้อล่างครับ</li>
<li><strong>ย้ายแอพอ่าน ebook มาไว้ในหน้าแรกของโทรศัพท์</strong> - ท่านี้ผมได้มาจากหนังสือ <a href="https://maketime.blog/">Make Time</a> เลยคือ ถ้าเราอยากจะทำอะไร เราต้องลด Friction มันให้มากที่สุด และถ้าอยากเลิกทำอะไร ก็ต้องเพิ่ม Friction มันให้มากที่สุดครับ การที่แอพอ่านหนังสือ มันอยู่หน้าแรกทำให้เปิดมา เราจะ &ldquo;เห็น&rdquo; ว่าเราอ่านหนังสือได้นะ หรือจะไปไถ Facebook แทน Choice is yours ครับ</li>
<li><strong>เอาไปโม้</strong> - อ่านอย่างเดียว มันไม่ฟินครับ ต้องเอาไปโม้หรือเอาไปแชร์ด้วย ซึ่งอาจจะเขียนบล็อก โพส Facebook หรือเล่าให้เพื่อนฟัง ผมค้นพบอย่างนึงว่า จังหวะตอนที่เราแชร์ เราได้ Defragment เรื่องที่เราอ่านมาด้วย และ Feedback ตอนเราได้จากการเล่าให้คนอื่นฟัง มันเป็นกำลังใจที่พาเราอ่านต่อไปครับ</li>
</ul>
<p><img src="/when-to-read/8bXuEBnrQ_hu_dba9c4cb20dcc3a6.webp"
       srcset="/when-to-read/8bXuEBnrQ_hu_dba9c4cb20dcc3a6.webp 360w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="360" height="480"
       alt="111500.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<h2 id="พยายามรกษา-momentum-เอาไว"><strong>พยายามรักษา Momentum เอาไว้</strong></h2>
<p>จริงๆ เราอยากอ่านหนังสือ หลายๆ ครั้ง เราไม่ได้อยากอ่านเองหรอก แต่เราไปเห็นคนอื่นอ่าน คนอื่นสรุปว่า เล่มนั้นดี เล่มนี้โดน เอาคำคมจากเล่มนั้นมาแชร์ จังหวะที่เราเห็นอะครับ มันจะเกิดความปรารถนา อย่างแรงกล้า ที่อยากจะไปอ่านเล่มนั้น ซึ่งถ้าโชคดีเรามีจังหวะพอดี เราก็อาจจะกดซื้อเล่มนั้นมา แล้วอ่านเลย ในขณะที่ Momentum นั้นยังมีอยู่</p>
<p>ซึ่ง Momentum ไม่ได้มาในรูปแบบเดียว แต่บางครั้ง เราต้องการแก้ปัญหาอะไรบางอย่างในชีวิต เช่น เราอยากรู้เรื่อง Service Design มีหนังสืออะไรให้อ่านมั่ง หรือ เราอยากจะเข้าใจ Self Esteem ในตัวเรามีอะไรให้เราอ่านมั่ง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกวิธีที่ทำให้ Momentum การอ่านมันต่อเนื่องไปได้ และหลายๆ ครั้งมันจะถึงจุดที่เราร้อง เชี่ยยยย นี่แหละสิ่งที่เราตามหา</p>
<p><img src="/when-to-read/cvbZqu85B_hu_795285a190b6e104.webp"
       srcset="/when-to-read/cvbZqu85B_hu_795285a190b6e104.webp 295w"
       sizes="(max-width: 960px) 100vw, 960px"
       width="295" height="640"
       alt="111498.jpg"
       loading="lazy" decoding="async"></p>
<p>ใช้ Save ของ Facebook ให้เป็นประโยชน์ครับ</p>
<p>ก็ประมาณนี้ครับ ผมไม่รู้ว่าจะช่วยให้เข้าใจมากขึ้นมั้ย ถ้าใครมีเทคนิคอะไรอยากแชร์ ผมยินดีรับฟังมากครับ แล้วถ้ามีหนังสืออะไรอยากแนะนำก็จัดเลยครับ ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้มาก ผมซาบซึ้งจริงๆ นะ</p>
]]></content:encoded></item></channel></rss>