[Book Review] The Phoenix Project เพราะ IT Operation ก็ไม่ต่างกับ Production Plant

ผมรู้จัก The Phoenix Project มานานมากและมันวนเวียนมาเกือบจะได้อ่านหลายรอบ จนกระทั่งเมื่อประมาณกลางเดือนที่แล้ว ผมเพิ่งได้มีโอกาสจะหยิบมันขึ้นมาอ่าน และตั้งแต่ตอนนั้นผมแทบจะวางไม่ลงเลยตลอดระยะเวลาเกือบหนึ่งเดือนที่ผ่านมา และผมแนะนำให้กับทุกคนที่ทำงานใน IT ทั้ง Business และ Engineering ควรอ่านเลยครับ The Phoenix Project เล่าเรื่องผ่านสายตาของ Bill Palmer - Manager ระดับกลางๆ ที่จับพลัดจับพลูถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็น VP of IT Operations ใน Part Unlimited บริษัทขายชิ้นส่วนประกอบต่างๆ ของรถยนต์ที่กำลังเดิมพันกับ Phoenix Project ซอฟท์แวร์ตัวใหม่ที่จะช่วยกระตุ้นยอดขายและยกระดับบริการให้ล้ำหน้าคู่แข่งไปได้ ผมพยายามจะสปอยเนื้อหาให้น้อยที่สุดแต่ผมบอกได้ว่า เนื้อเรื่องในหนังสือเล่มนี้มันเข้มข้นมากทุกๆ อย่างมันถาโถมมาอย่างหนักหน่วงและ หลายๆ ครั้งมันตรงกับชีวิตจริง (ถ้าคุณทำงานใน Software Industry มานานพอ) ทุกๆ หน้าที่เรามองผ่านสายตา Bill และพยายามแก้ปัญหาที่เข้ามามันเหมือนกับว่าเราได้ไปนั่งอยู่ตรงนั้น ในห้องประชุม NOC หรือแม้แต่ที่ Production Plant จริงๆ และหลายครั้งตัวผมเองก็คิดไม่ออกว่าจะแก้ปัญหาที่เข้ามาในเรื่องยังไง แต่สิ่งที่ผมนับถือที่สุดกับ Bill เลยคือความที่ Bill เป็นคนที่ Humble และ Empowered มาก ซึ่งเราจะเห็นได้จากหลายๆ ครั้งที่เวลาเจอปัญหาแล้ว Bill คิดไม่ออกแต่ทีมช่วยกันคิดออก Bill จะเปลี่ยนโหมดเป็น supporter ไอเดียนั้นทันทีและหลายครั้งก็ช่วย Facilitate ให้ไอเดียนั้นต่อยอดขึ้นไปอีก ในขณะเดียวกันหลายครั้งเราก็จะเห็น Bill จมไปกับความคิด กับไอเดียที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ผ่านมาแล้วเกิด Aha! Moment ขึ้นด้วย ซึ่งนอกจาก Bill มีอีก 2 ตัวละครที่ผมอยากพูดถึงคือ Erik (Board Candidate), Brent (Lead Engineer) ...

December 20, 2021 · 4 min

Make Time | โลกมันวุ่นวาย แต่เรายังหาความสงบได้นะ

เคยมีความรู้สึกแบบนี้มั้ยครับ อารมณ์ประมาณว่า อยากจะเรียนคอร์สนั้นที่ซื้อไว้ตั้งนานแล้วให้จบ อยากจะอ่านหนังสือเล่มที่ซื้อเมื่อเดือนก่อน อยากจะทำ side project ที่คิดไว้ให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง อยากจะมีทำให้ความสัมพันธ์ในชีวิตกับคนที่เราแคร์ดีขึ้น อะไรแบบนี้ แต่รู้ตัวอีกทีก็หมดวันละ และพอมองไปรอบๆ ตัวก็จะเห็นอนุเสาวรีย์ของความสิ้นหวังวางอยู่ ซึ่งหลายๆ ครั้งทุกปัญหามันจะกลับมาที่สิ่งเดียวคือ เราอยากมีเวลามากกว่านี้เหลือเกิน ถ้าคุณมีความรู้สึกแบบนี้ ยินดีด้วยคุณไม่ได้เป็นอยู่คนเดียว ผมก็เป็นและอีกหลายๆ คนก็เป็นครับ ซึ่งความรู้สึกแบบนี้ ส่วนตัวผมเองก็ปล่อยมันไว้นานมาก แต่ก็รู้สึกว่าตัวเองยุ่งมากทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม มันอยู่ในทุกช่วงเวลาของชีวิตตั้งแต่ตื่นนอน จนนอนหลับ เรื่อยไปจนเสาร์ อาทิตย์ จนแทบไม่เคยได้อยู่กับตัวเอง ผมเป็นอย่างนั้นมาตลอด หลายเดือนมากจนกระทั่งช่วงต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมาผมป่วย ซึ่งตอนแรกเหมือนจะหายเร็ว เอาไปเอามากินเวลาไป 2 สัปดาห์เต็มๆ กว่าจะดีขึ้น ซึ่ง 2 สัปดาห์ที่นอนป่วย ที่ต้องพักผ่อน ให้ยาผ่านสายน้ำเกลือ เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนเลยที่ผมได้หยุดจริงๆ คำว่าหยุดผมหมายถึงทุกอย่างที่ผมบอกว่าผมยุ่งมาก ทั้งงานหลวง งานเสริม งานเพื่อสังคม ทุกอย่างหยุดหมด ในช่วงเวลานั้นแรกๆ สิ่งที่ผมทำนอกจาก กินกับนอน คือไถมือถือไปเรื่อยๆ ไถจนแอพมันล็อกแล้วแจ้งเตือนว่า Digital balance วันนี้หมดแล้วนะ ช่วงแรกๆ ผมก็กด ignore มันไปแล้วก็ไถๆ ต่อจนนอน วนอยู่อย่างนี้หลายวัน จนวันนึงเหมือนผมก็ตั้งคำถามกับตัวเองว่า ทำอะไรอยู่วะ แล้วผมซึ่งหยิบ Kindle มาด้วยพอดีก็เปิดหนังสือ Make Time ขึ้นมาอ่านอีกครั้ง หลังจากที่เคยอ่านเมื่อหลายปีมาแล้ว แล้วผมค้นพบว่า มันกลับมาหาผมได้ถูกช่วงเวลาชีวิตมาก ...

November 18, 2021 · 2 min

เอาเวลาที่ไหนไปอ่านหนังสือนะ 📚🤔

เหตุเกิดจากเมื่อวานมีน้องในทีมอยู่ดีๆ มาถามว่า “พี่เอาเวลาตอนไหนไปอ่านหนังสือนะ” ตอนนั้นคือไม่รู้ว่าจะมีเวลาเท่าไรเลยตอบแบบสั้นๆ ไป ทุกช่วงเวลาที่ว่างนะแหละ แล้วหลังจากนั้นผมก็ยกตัวอย่างช่วงเวลาที่ว่างที่พอจะนึกออกเช่น ระหว่างรอสั่งข้าว, ยืนบนรถไฟฟ้า,​ นั่งขี้, ก่อนนอน,​ ตื่นนอน ฯลฯ แต่กลัวว่าจะไม่เกทเลยรู้สึกว่าต้องมีเขียนบล็อกต่อนี่แหละ มันเริ่มมาจากความเจ็บปวด จริงๆ มันมีที่มาว่าผมรู้สึกแย่มากที่ตัวเองไม่ค่อยมีเวลาได้อ่านหนังสือ แบบ เห้ย เรารู้นะว่าการอ่านหนังสือมันดี พออ่านแล้วชีวิตเราดีขึ้น เราก็อยากจะอ่านมัน แต่แค่อยากมันไม่ได้ไง ยิ่งช่วงหลังๆ ที่มีสิ่งเร้าเยอะมาก เช่น พอกลับถึงคอนโด ก็เปิดทีวีเลย หรือถ้าว่างก็หยิบมือถือขึ้นมาไถๆ Facebook, Twitter ทำให้เราไม่มีที่ว่างให้หนังสือเลย แต่ถึงจะไม่มีเวลาให้หนังสือ แต่ผมสามารถซื้อหนังสือมาเติมได้เรื่อยๆ ด้วยจังหวะชีวิตที่พอเข้าฟิตเนส แล้วออกมามี Routine ว่าจะต้องแวบเข้าไปร้านหนังสือ มันทำให้จำได้เลยว่า เล่มไหนเพิ่งวางแผง เล่มไหนเล็งไว้ก่อนหน้านี้ คือสามารถ git diff ชั้นหนังสือดูได้เลยว่าอะไรเปลี่ยนไปตรงไหน แก้ที่พฤติกรรมก่อนเลย ตอนช่วงที่ผมแบบไม่ไหวแล้วโว้ย “อยากอ่านหนังสือ"​ เป็นช่วงเวลากับที่ผมเริ่มทำ Bujo ใหม่อีกรอบแล้วเอา tooling อย่าง Habit Tracker มาช่วยด้วย (อ่านได้ในบล็อก เรากลับมาทำ BuJo ได้หนึ่งเดือนแล้ว ครับ) แต่ที่ผมไม่ได้พูดถึงในนั้นมีอยู่ 2 เรื่องครับ ตอนผมทำ Tracker ผม Challenge ตัวเองหนักมากว่าต้องได้ Streak เยอะๆ คือไม่ต้องอ่านเยอะ แต่ต้องอ่านทุกวัน มันเลยค่อยๆ เริ่มจากอ่านใน BTS ตอนที่ยังต้องนั่งยาวๆ ไป 40 นาที ไปกลับก็​ 1 ชั่วโมง 20 นาทีละ ที่จะได้อยู่กับหนังสือ จังหวะที่ระบายสีลงในช่องแต่ละวันว่าเราได้อ่าน นี่มันฟินมากครับ ตอนผ่านไปอาทิตย์แรกนี่ก็ฟินแล้ว ว่าโห เราทำได้ติดต่อกันถึง 7 วันเลยเหรอ แล้วด้วยความกลัวเสียสถิติ ผมเลยพยายามทำลายสถิติตัวเองมากขึ้นทุกวัน ซึ่งตอนแก้พฤติกรรมมันเหนื่อยนะ และผมอยากให้รางวัลกับมันบ้าง จริงๆ เป้าหมายผมตอนนั้นง่ายมาก คือผมอยากได้ Kindle มาตั้งแต่สมัยเรียนมหาลัยละ แล้วก็ไม่มีโอกาสซักที พอถามแฟน แฟนก็บอกว่า อยากได้มาเดี๋ยวก็เบื่อ เลย Challenge กับตัวเองว่า ถ้าอ่านหนังสือได้ 30 วันติด จะถอยเลย ซึ่งทำได้จริงๆ นะ แล้วก็ถอยมาเลย Kindle Paperwhite ทำให้รู้สึกสนุกกับตอนอ่านหนังสือมากขึ้นอีก ...

March 13, 2021 · 2 min